Author Archives: Panarat

About Panarat

♡ พระเกียรติทั้งสิ้นมอบแด่พระจ้าแต่ผู้เดียว นามเดียว ♡ แต่ขอพระพรตกแก่ข้าพเจ้าและครัวเรือนอย่างเต็มขนาด

เวลาเปลี่ยน อะไรก็เปลี่ยนได้

ร้านอาหารร้านหนึ่งเป็นที่โด่งดังไปทั่วและไกล ใครๆ ก็ต่างพากันมาลิ้มลองรสชาติอันโดดเด่น แม้ระยะทางไกล ลูกค้าต่างก็ดั้นด้นพากันมาเป็นเนืองๆ ด้วยรสสัมผัสที่โดดเด่นและติดใจในบริการ คุณภาพอาหาร มีทั้งลูกค้าประจำและขาจรมากมาย …. แต่เมื่อเวลาผ่านไปรสชาติที่เคยเข้มข้นก็กลับไม่สม่ำเสมอ วัตถุดิบที่ใช้เคยใส่แต่ของสดใหม่และไม่หวง ก็เริ่มลดลงด้วยอยากความจำกัดต้นทุน เพื่อให้ได้กำไรมากขึ้น เร็วขึ้น รสชาติที่เคยเดิมๆ บัดนี้ได้เปลี่ยนไปแล้วคงเหลือแต่รสชาติที่จืดจางกว่าเก่าก่อน จนลืมไปแล้ว… ลูกค้าเริ่มลดลงอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะขาประจำ ส่วนขาจร ก็มาแล้วเลิก เพราะไม่จำเป็นต้องดั้นด้นมาไกล เพื่อลิ้มรสที่ไม่แตกต่างกับใกล้ๆ บ้านของเขา ความโดดเด่นไม่มีเหลืออยู่อีกแล้ว มีเพียง … “ชื่อ … ที่ครั้งหนึ่งเคยดัง”

ข้อคิดสะท้อนชีวิต

1.    ครั้งหนึ่งเคยเข้มข้นฝ่ายวิญญาณ แต่วันนี้ยังคงรักษาคุณภาพเช่นเดิมได้หรือไม่? แม้คนเคยดีวันหนึ่งอาจแย่ก็ได้ คนเคยล้มเหลววันนี้อาจเปลี่ยนไปแล้วก็ได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ …

   ความเข้มข้นของเราในวันนี้ยังคงเพิ่มขึ้นและไม่ลดลงจากเดิมหรือไม่?
   เคยได้รับการเจิมวันนี้การเจิมนั้นยังคงอยู่หรือไม่?
?    เคยมีประสบการณ์อันล้ำลึกกับพระเจ้าวันนี้ยังมีอยู่หรือไม่?
?    เคยมอบถวายให้พระเจ้าอย่างสุดใจ วันนี้ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่หรือไม่?
   เคยเป็นคนถ่อมใจ เพราะไม่มีอะไรเลยในชีวิต แต่วันนี้พระเจ้าเพิ่มเติมสิ่งต่างๆ ให้จนมากมาย แล้วยังถ่อมใจเช่นเดิมอยู่หรือไม่?
?    เคยรักและทุ่มเทเพื่อพระเจ้า เท่าไรเท่ากัน วันนี้ยังเป็นเช่นนั้นหรือไม่?
?    มีอะไรที่วันนี้เราเปลี่ยนไป ในทางที่แย่ลง หรือไม่?

2.    วันเวลาผ่านไป อะไรๆ ก็สามารถเปลี่ยนได้ทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเปลี่ยนทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลง ขอให้เมื่อวันเวลาผ่านไป ชีวิตเรายิ่งดีขึ้นทั้งกายภาพ จิตใต จิตวิญญาณเป็นดีที่สุด

3.    การรักษาชีวิตฝ่ายวิญญาณต้องเป็นเรื่องของวันนี้เสมอ เพราะวันนี้ (ปัจจุบัน) จะไม่มีวันจบ

*** เวลาเปลี่ยน อะไรก็เปลี่ยนได้ ***

 

 

06/07/2014 11:46

คำอธิษฐาน : ขอพระสัญญา

“ข้าแต่พระเจ้าผู้เป็นหนึ่งเดียวในชีวิตของข้าพระองค์…♡♡♡

ข้าพระองค์ตื่นขึ้นเพื่อรับพระสัญญาของพระองค์…

ข้าพระองค์หลับตาลงเพื่อระลึกถึงพระสัญญาของพระองค์…

ข้าพระองค์ก้าวเดินเพื่อรับพระสัญญา และให้พระสัญญาของพระองค์มาถึงแล้ว มาถึงอีก ได้แล้วก็ ขออีก…

ข้าพระองค์นมัสการ เพื่อระลึกถึงวันคืนและนาทีที่หวานชื่น รับกำลังจากพระองค์…

ข้าพระองค์อธิษฐาน เพื่อให้เลือดเนื้อของข้าพระองค์ อยู่ต่อพระพักตร์พระองค์…

ข้าพระองค์ทวงพระสัญญา เพราะมันจะไม่ช้าอยู่ เพื่อข้าพระองค์จะมอบเกียรติทั้งสิ้นแด่พระองค์แต่นามเดียว …

ขอความโปรดปรานจากพระหัตถ์ของพระองค์ปกคลุมแผ่นดินโลกเช่นเดียวกับแผ่นดิน สวรรค์มาตั้งอยู่ ในนาม พระเยซูคริสต์เจ้า A-Men

คำอธิษฐาน : ขอพระสัญญา


030214

คำอธิษฐาน : นิ่งสงบรอคอยพระเจ้า

เมื่อถึงเวลาที่พระเจ้าลุกขึ้น ใครหรือจะยับยั้งได้!!!

หากวันนี้พระบิดายังหดพระหัตถ์อยู่ นั่นคือ .. โอกาสสำหรับการกลับใจใหม่และสะสมสิ่งดีมิใช่หรือ?

อย่าริอาจ ลำพองใจด้วยว่าพระเจ้าทรงนิ่งอยู่เลย !!

 

คำอธิษฐาน : นิ่งสงบรอคอยพระเจ้า

“ข้าแต่พระเจ้า… เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์ใกล้เข้ามาทุกที ทุกขณะ

ขอทรงชำระใจ เตรียมชีวิต ให้ทางที่เดินเป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์

ขอทรงสอน และปกป้องให้ปลอดภัย

ขอพระคุณไม่ห่างไกลจากข้าพระองค์ทั้งหลายที่แสวงหาพระพักตร์พระองค์

ขอทรงอดกลั้นพระทัยดั่งที่เคยมา

ขอทรงยืดพระเมตตาให้กว้างพอจะปกคลุมข้าพระองค์และครัวเรือน

ขอทรงให้แผ่นดินสวรค์มาตั้งอยู่ดั่งคำอธิษฐานขององค์พระเยซู

เหตุนี้ข้าพระองค์จึงร้องทูล ในนาม Js A-Men ♡♡♡”

030114

 

หน้าที่ผู้สนับสนุน

เราแต่ละคนย่อมมีบทบาทหน้าที่ที่พระเจ้าทรงตั้งไว้ไม่เหมือนกัน บางคนเกิดมาเพื่อนำ บางคนเกิดมาเพื่อสนับสนุน บางคนเกิดมาเพื่อนำแต่พระเจ้าให้สนับสนุนในบางเวลา บางเวลาอยู่ในตำแหน่งสนับสนุนแต่พระเจ้าให้นำบางครั้งครา ซึ่งบทบาทของแต่ละคนไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งใดก็ตามไม่มีผลต่อการยกหรือลดทอน ระดับคุณค่าในชีวิต พระเจ้าทรงให้คุณค่าเราตั้งแต่แรกเริ่มอยู่แล้วไม่ว่าเราจะเป็นใคร เป็นคนแบบไหนก็ตาม ดังนั้นไม่ว่าเราจะได้รับบทบาทอะไร ยืนอยู่ในตำแหน่งอะไร นั่นล้วนเป็นสิ่งที่ทรงเกียรติและน่าภาคภูมิอย่างที่สุด หากจุดที่เรายืนเป็นจุดที่พระเจ้าเป็นผู้จัดวางเราไว้

สิ่งสำคัญคือ การเรียนรู้ที่จะพัฒนาและเคลื่อนไปกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้มากที่สุดในบทบาทของตนเอง เป็นความสุขและสนุกเพราะมันมีความลึกและกว้าง มีบทเรียนที่สดใหม่ มีสิ่งที่ต้องปล้ำสู้และไปให้ถึงในตัวของมันเอง หากเราไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนา พระเจ้าทรงสามารถสอนเราได้มากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งตัวเราเองอาจเปลี่ยนความคิดแต่เดิมที่เคยมีเลยทีเดียว

ความยิ่งใหญ่ไม่ใช่ปริมาณหรือขนาดของงานที่ทำ แต่คือการได้เรียนรู้จักองค์มหัศจรรย์และการได้ก้าวไปกับพระองค์ทีละก้าวที ละขั้น แม้ทำเหมือนเดิมแต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือความสัมพันธ์ที่พัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ ความใกล้ชิดที่ทรงให้เกียรติเราซึ่งเป็นเพียงมนุษย์ผงคลีได้มีส่วนร่วมไปกับพระองค์ในแต่ละเรื่อง แต่ละเวลา ซึ่งเราแต่ละคนจะถูกเรียกให้มีส่วนร่วมแตกต่างกัน งาน พันธกิจและการทรงเรียกของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกมีมากมายเป็นล้านๆ เรื่องจนนับกันไม่ไหวเลยทีเดียว เราสามารถทำได้เพียงแยกหมวดหมู่ประเภทใหญ่ๆ แต่รายละเอียดปลีกย่อยอยู่ที่เราผู้ตัดสินใจเลือกที่จะเดินตามพระเจ้าในชีวิตเอง

เมื่อพระเจ้าได้มอบหมายภาระกิจให้กับเรา นั่นหมายถึงพระองค์ทรงจัดวางตำแหน่งและบทบาทให้กับเราเป็นอย่างดีแล้ว มันย่อมเกิดผลแน่นอน!! หากเราตอบสนองและทำตามด้วยใจเชื่อฟัง และหลายครั้งด้วยความคิดของเรา สายตาของมนุษย์ ก็อาจมีข้อโต้แย้ง… ไม่ว่าจะผุดมาทางความคิด ที่ไม่ตรงกับความคิดและประสบการณ์ที่ผ่านๆมา หรือจิตใจภายใน ไม่ได้ดั่งใจ … ก็แน่นอนไม่มีอะไรได้ดั่งใจเราไปซะทุกอย่าง หรืออารมณ์ ไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะเข้าใจหรือเห็นชอบ … แต่ไม่ว่าจะอะไรก็ตามสิ่งเหล่านั้นต้องไม่มีผลต่อการยืนในบทบาทที่พระเจ้า มอบหมายกับเรา มันเป็นความรับผิดชอบตรงที่เราต้องมีต่อพระเจ้า

หากพระเจ้าเรียกเราให้สนับสนุนหรือมอบหมายภาระกิจแห่งการสนับสนุนให้กับเรา ไม่ว่าจะเป็นด้านใดหรืองานใดก็ตาม หน้าที่ของเราคือ… เรียนรู้ที่จะสนับสนุน (ซึ่งไม่ง่ายนัก)

 

หน้าที่ผู้สนับสนุน

แท้จริงในทุกงานพันธกิจมีการสนับสนุนและนำในตัวของมันเองอยู่แล้ว มันอาจจะนำในบางเรื่องบางเวลา แต่มันก็สนับสนุนในบางด้าน ตัวอย่างเช่น ผู้เทศนาเป็นผู้นำคนในคริสตจักรแต่งานของเขาคือสนับสนุนคนให้เดินติดตามพระเจ้าอย่างมั่นคงด้วยคำเทศนาและชีวิต , งานนมัสการเป็นงานเบื้องหน้าที่นำคนทั้งหลายเข้าเฝ้าและพบพระเจ้า แต่ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนบรรยากาศฝ่ายวิญญาณที่พระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังเคลื่อนไหว , งานอธิษฐานเป็นงานสนับสนุนผู้นำ แต่ก็เป็นงานที่ส่วนใหญ่ต้องอธิษฐานนำหน้าเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นโดยการ เคลื่อนของพระวิญญาณบริสุทธิ์…

ดังนั้นหากจะถามหาเกียรติ จึงไม่มีงานใดด้อยกว่าหรือเด่นกว่างานใด เพราะเกียรติทั้งสิ้นไม่ได้ข้องเกี่ยวกับโลกแต่ต้องเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าทั้งหมด ผู้ที่มักแบ่งชนชั้นว่างานใดสมควรได้รับเกียรติมากกว่างานใด ผู้นั้นก็มุ่งหาเกียรติให้กับตนเอง และยังกักเก็บพระเกียรติซึ่งเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าไว้กับตนเองด้วยซ้ำ คนเหล่านี้จึงล้มลงในความหยิ่งในท้ายที่สุด เหมือนดังเช่นทูตสวรรค์ที่งดงามอย่างลูซิเฟอร์กลับกลายเป็นมารซาตานเพราะ เก็บกักเกียรตินั้นไว้กับตนมิใช่หรือ??

เราต่างต้องทำการสนับสนุนและนำในส่วนของเราทั้งสิ้น โดยสนใจสิ่งหลักสิ่งเดียวคือ พระเจ้าต้องการให้เราทำเช่นใด อะไรบ้าง บางครั้งเราไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่พระเจ้าวางเราไว้ได้ ทั้งที่เราก็อุตส่าห์และตั้งใจยืนในจุดที่พระเจ้าวางเราไว้แท้ๆ นั่นเพราะ… การขัดขวางจากองค์ประกอบที่เราควบคุมไม่ได้ ทำให้เราไขว้เขว เช่น คำวิพากษ์วิจารณ์ การแคร์สายตาผู้อื่นมากเกินไป (เกินกว่าสายตาพระเจ้า) อารมณ์ของเราเองที่ชอบ ไม่ชอบ ความคิดเห็นของผู้อื่นและตัวเราเอง ประสบการณ์ในอดีต หรือแม้แต่การเห็นในจุดอ่อนของผู้ที่นำหรือตามเรา … สิ่งเหล่านี้ล้วนเบนความสนใจจากเป้าหมายหลักที่พระเจ้าเรียกเราแต่แรกเริ่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรระวังมากๆ เช่น พระเจ้าเรียกให้อธิษฐานเผื่อใครสักคน แต่เมื่อเห็นพฤติกรรมที่ไม่น่ารักของเขาและไม่สอดคล้องกับสิ่งที่พระเจ้า เรียกให้อธิษฐานเผื่อเอาเสียเลย ก็ส่งผลให้หยุดที่จะทำต่อไป , หรือพระเจ้าเคลื่อนให้รักษาโรคแต่กลับมองหาคนป่วยไม่เจอหรือมองว่ามันเป็น โรคที่ยากเกินไป จึงไม่ทำ … *** แท้จริงการสนับสนุนคือการเชื่อฟังพระเจ้าอย่างเคร่งครัดอย่างหนึ่งด้วย โดยต้องวางสิ่งทั้งปวงดังกล่าาวลงและเดินตามเท่านั้นเป็นพอ ***

แท้จริงเราควรยืนในบทบาทและตำแหน่งที่พระเจ้าตั้งเราไว้ในแต่ละคน เมื่อนำมาประกอบกันก็จะเกิดความสมบูรณ์ดั่งเช่นอวัยวะประกอบเป็นกายเดียวกัน หากปราศจากซึ่งการให้เกียรติกันและกันแล้ว แม้นำมาประกอบกันสมบูรณ์ครบถ้วน ก็จะขาดความเป็นหนึ่งเดียวกันหรือกายเดียวกัน เหมือนเอาแขนของคนอื่น เอาหัวของอีกคน เอาขาของอีกคนมาประกอบกัน  ดังนั้นก็ขาดพลัง

ภาพนี้ใช้ได้ตั้งแต่ระดับย่อยจนถึงใหญ่ หมายถึงทุกระดับ ไม่ว่าจะส่วนตัว ครอบครัว คริสตจักร ประเทศ หรือแม้แต่ระดับโลก

140613

เชื่อแล้วเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

เพราะเชื่อจึงได้รับ แต่เมื่อได้รับแล้วกลับไม่เชื่อว่าที่ได้มาเพราะความเชื่อ หรือพระเจ้าให้ สุดท้ายย้อนกลับมาที่ไม่เชื่อ ทำให้การได้รับนี้สิ้นสุดลงที่ตรงนี้ = ไม่เชื่อแต่แรกแล้ว

พระเจ้าพิสูจน์พระองค์เองว่าทรงสัตย์ซื่อในการอวยพรตามความเชื่อเสมอ แต่เมื่อได้รับแล้ว ผู้ที่สงสัยกลับลบล้างสิ่งที่พระเจ้าให้ด้วยความสงสัยว่า…นั่นมาจากพระเจ้าจริงหรือ? คิดสงสัยว่าไม่ได้มาจากพระเจ้า … ความคิดนี้ทำให้ลบล้างความเชื่อเริ่มต้นเสียสิ้น ดังนั้นที่ควรได้รับจึงสิ้นสุด การไปต่อก็สิ้นสุดด้วย เพราะไม่มีความเชื่อแล้ว

แต่คนที่เชื่อแล้วได้รับ แล้วมั่นใจว่าที่ตนได้รับมา จากพระเจ้า เชื่อในสิ่งที่พระจ้าทำ ทำให้ความเชื่อต่อยอดความเชื่อ จึงได้รับพระพรต่อยอดพระพร ไม่สิ้นสุด ได้แล้วได้อีก ยิ่งได้ยิ่งเชื่อ ยิ่งเชื่อยิ่งได้รับ เป็นเหมือนวงกลมที่ส่งต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุด

 

เชื่อแล้วเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

29/05/2014 13:42

ยากอบและยอห์นขอนั่งซ้ายขวาที่บัลลังก์

มก.10:35-40  ยากอบและยอห์นขอนั่งซ้ายขวาที่บัลลังก์
10:35 ฝ่ายยากอบกับยอห์น บุตรชายของเศเบดี เข้ามาทูลพระองค์ว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า ข้าพระองค์ทั้งสองปรารถนาจะขอให้พระองค์ทรงกระทำตามคำขอของข้าพระองค์”
10:36 พระองค์จึงตรัสถามเขาว่า “ท่านทั้งสองปรารถนาจะให้เราทำสิ่งใดให้ท่าน”
10:37 เขาจึงทูลตอบพระองค์ว่า “เมื่อพระองค์จะทรงสง่าราศีนั้น ขอให้ข้าพระองค์นั่งที่เบื้องขวาพระหัตถ์คนหนึ่ง เบื้องซ้ายพระหัตถ์คนหนึ่ง”
10:38 พระเยซูจึงตรัสแก่เขาว่า “ที่ท่านขอนั้นท่านไม่เข้าใจ ถ้วยซึ่งเราดื่มนั้นท่านดื่มได้หรือ และบัพติศมานั้นซึ่งเรารับ ท่านรับได้หรือ”
10:39 เขาทั้งสองทูลตอบพระองค์ว่า “ได้ พระเจ้าข้า” พระเยซูจึงตรัสแก่เขาว่า “ถ้วยซึ่งเราดื่มท่านจะดื่มก็จริง และท่านจะรับบัพติศมาด้วยบัพติศมาที่เรารับก็จริง
10:40 แต่ที่นั่งข้างขวาและข้างซ้ายของเรานั้น ไม่ใช่พนักงานของเราที่จัดให้ แต่ได้ทรงเตรียมไว้สำหรับผู้ใดก็จะให้แก่ผู้นั้น”
10:41 เมื่อสาวกสิบคนได้ยินแล้ว ก็เริ่มมีความขุ่นเคืองยากอบและยอห์น
10:42 พระเยซูจึงทรงเรียกเขาทั้งหลายมาตรัสแก่เขาว่า “ท่านทั้งหลายรู้อยู่ว่า ผู้ที่นับว่าเป็นผู้ครอบครองของคนต่างชาติย่อมเป็นเจ้าเหนือเขา และผู้ใหญ่ทั้งหลายก็ใช้อำนาจบังคับ
10:43 แต่ในพวกท่านหาเป็นอย่างนั้นไม่ ถ้าผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย
10:44 และถ้าผู้ใดใคร่จะได้เป็นเอกเป็นต้น ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้รับใช้ของคนทั้งปวง
10:45 เพราะว่าบุตรมนุษย์มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่มาเพื่อจะปรนนิบัติ และประทานชีวิตของท่านให้เป็นค่าไถ่สำหรับคนเป็นอันมาก”

ยากอบและยอห์นเป็นพี่น้องที่มีความปรารถนาจะได้รับเกียรติและติดตามพระเยซู  คำขอของเขาคือ… “ขอนั่งข้างซ้ายขวาบัลลังก์ของพระเจ้า” อันเนื่องจากความไม่เข้าใจและการเติบโตยังไม่เต็มที่ ทำให้ความเข้าใจของเขาคลาดเคลื่อนและไม่เข้าใจในสิ่งที่พระเยซูตรัส เนื่องจากเป็นเรื่องอนาคตที่ยังมาไม่ถึง

หลังจากที่พระเยซูพยากรณ์ถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ในครั้งที่ 3 แล้ว … 2 พี่น้องได้จับมือกันเข้าหาพระเยซูเป็นการส่วนตัว หมายฝากเนื้อฝากตัวที่ได้เดินติดตามพระเยซู ละทิ้งบ้านช่อง ญาติพี่น้อง เดินทางไปทุกหนแห่งที่พระเยซูไป เผชิญสิ่งต่างๆ ร่วมกับพระเยซู เขาอาจรู้เป็นเค้ารางๆ ว่า ใกล้แล้วสำหรับความสำเร็จของพระเยซู เนื่องจากการตรัสถึงการตรึงที่กางเขนถึง 3 ครั้ง

ปกติเมื่อคนพูดเรื่องเดิมๆ ซ้ำหลายๆ ครั้งย่อมทำให้ผู้ฟังรับรู้ได้ถึงการย้ำเตือนและน้ำหนักความสำคัญ  อีกทั้งพระเยซูตรัสถึงการถวายเกียรติแด่พระบิดา เป็นอันเข้าใจได้ว่า ปกติมนุษย์ธรรมดาย่อมต้องการได้รับผลจากการร่วมแรง  2 พี่น้องนี้ก็เช่นกัน

 

ยากอบและยอห์นขอนั่งซ้ายขวาที่บัลลังก์

1. เขาเป็นคนที่ได้เห็นโมเสสและเอลียาสนทนากับพระเยซูบนภูเขาด้วย (ยากอบ ยอห์น เปโตร มก.9:2)

มก.9:2 ครั้นล่วงไปได้หกวันแล้ว พระเยซูทรงพาเปโตร ยากอบ และยอห์นขึ้นภูเขาสูงแต่ลำพัง แล้วพระกายของพระองค์ก็เปลี่ยนไปต่อหน้าเขา

2. เขาเป็นคนที่ทำการขอร่วมในถ้วยที่พระเยซูดื่มนั้น ก่อนเปโตรเสียอีก

มก.10:38-39
10:38 พระเยซูจึงตรัสแก่เขาว่า “ที่ท่านขอนั้นท่านไม่เข้าใจ ถ้วยซึ่งเราดื่มนั้นท่านดื่มได้หรือ และบัพติศมานั้นซึ่งเรารับ ท่านรับได้หรือ”
10:39 เขาทั้งสองทูลตอบพระองค์ว่า “ได้ พระเจ้าข้า” พระเยซูจึงตรัสแก่เขาว่า “ถ้วยซึ่งเราดื่มท่านจะดื่มก็จริง และท่านจะรับบัพติศมาด้วยบัพติศมาที่เรารับก็จริง

3. เขาเป็นคนที่พระเยซูเรียกให้ไปด้วยที่สวนเกทเสมนี ในขณะที่สาวกคนอื่นๆ ต้องรออยู่ไกลออกไปอีกหน่อย (เปโตร ยากอบ ยอห์น มก.14:32-33)

มก.14:32-33
14:32 พระเยซูกับเหล่าสาวกมายังที่แห่งหนึ่งชื่อเกทเสมนี และพระองค์ตรัสแก่สาวกของพระองค์ว่า “จงนั่งอยู่ที่นี่ขณะเมื่อเราอธิษฐาน”
14:33 พระองค์ก็พาเปโตร ยากอบ และยอห์นไปด้วย แล้วพระองค์ทรงเริ่มวิตกยิ่งและหนักพระทัยนัก

4. เขาได้ละทิ้งพระเยซูเช่นเดียวกับเปโตร


ข้อคิด

1. เมื่อเรายังไม่โต ความรู้ความเข้าใจที่จำกัดและตีความไปเอง หรือแม้กระทั่งความไม่รู้  ย่อมทำให้เราต้องการตอบสนองเนื้อหนังของตนเองเป็นธรรมดา แต่เมื่อเติบโตขึ้นจนเข้าใจถึงน้ำพระทัยของพระเจ้า หรือความรู้ของพระเจ้า     …. เวลานั้นชีวิตย่อมเปลี่ยนจาก >> คนที่เอ่ยปากขอยอมตายร่วมกับพระเยซูแต่เมื่อเจอเหตุจริงก็หนีและละทิ้ง เปลี่ยนเป็นเมื่อความเข้าใจแท้มาถึงการยอมตายเพื่อพระคริสต์ก็เกิดขึ้นจริงในชีวิต ไม่ใช่คำพูดหรือมโนภาพอีกต่อไป

2. ไม่เพียงแค่เปโตรเท่านั้นที่มีประสบการณ์รักพระเยซู พูดโพล่งคำยืนยันออกไป แต่ความกลัวพรากเขาออกจากคำสัญญา แม้ยากอบ ยอห์น ก็ทำเช่นเดียวกัน ก่อนหน้าเปโตรเสียอีก

3. แต่แม้ความไม่เข้าใจ ความไม่โต ของพวกเขา ทำให้เขาแสดงลักษณะเช่นนั้นออกมา แต่เนื้อแท้ของเขาก็สะท้อนออกมาผ่านความอ่อนแอด้วยเช่นกัน ว่าเขาปรารถนาพระเยซูจริงๆ (เพียงแต่พ่ายแพ้เนื้อหนัง) แต่ทั้ง 3 คนนี้ ก็คือ “คนที่ใกล้ชิดพระเยซูที่สุด”  “คือคนที่ทรงเลือกในการแยกตัวออกไปที่บนภูเขา”  “คือคนที่พระเยซูให้เขามีประสบการณ์ได้เห็นการจำแลงกายของพระองค์”

4. *** ทั้ง 3 คนมีลักษณะตรงกันอย่างหนึ่งคือ อยากได้พระเยซู อยากให้พระองค์จดจำเขา และแสดงออกซึ่งความปรารถนานั้นต่อพระองค์

28/02/2014 11:05

สิทธิอำนาจพื้นฐานที่พระเจ้าใส่ให้ทุกคน

แท้จริงพระเจ้าให้สิทธิการครอบครองกับมนุษย์ ไว้หลายสิ่งมากมายบนแผ่นดินโลกนี้ แต่การได้ครอบครองไว้ในมือของตนนั้น ก็ตามแต่ว่าใครจะสามารถฉวยและคว้ามาเป็นของตนเองได้มากแค่ไหน ด้วยเงื่อนไขชีวิตแต่ละด้านที่สัมพันธ์ตรงกับสิ่งนั้นๆ

หากแต่สิ่งที่พระเจ้าให้กับเราไว้ในครอบครองอยู่แล้ว อยู่ในอำนาจของเราอยู่แล้ว แต่กลับไม่สามารถจัดการและควบคุมมันให้อยู่มือ … แทนที่จะครอบครองมัน กลับปล่อยให้มันมีอิทธิพลและส่งผลเสียมากมายต่อชีวตของเรา และเกียรติของพระเจ้า  ก็เป็นการยากที่จะได้ครอบครองในสิ่งที่มากขึ้น  เนื่องจากแค่สิ่งที่มีอยู่ในมือยังไม่สามารถทำได้ แล้วจะหวังอะไรกับสิ่งที่มากขึ้นได้หรือ? หากสิ่งที่มีอยู่ภายในมือ ยังไม่สามารถครอบครองได้ แล้วจะครอบครองสิ่งภายนอกได้หรือ ?

พระเจ้าออกแบบการสร้างอย่างเป็นระบบระเบียบขั้นตอน รวมถึงการขยายขอบเขตการครอบครองในชีวิตของเราด้วยเช่นกัน ต้องเป็นไปทีละขั้นทีละตอน ขยายวงกว้างออกมากขึ้นเรื่อยๆ จากเล็กไปใหญ่  , จากแคบไปกว้างและกว้างมากขึ้นๆ

*** อย่างน้อยที่สุด พระเจ้าได้ให้เราแต่ละคนมีสิทธิอย่างเต็มขนาดในการครอบครองร่างกายของเรา ปาก หู ลิ้น จมูก มือ เท้า… ทุกส่วนของเรา

แต่หลายครั้งกลับปล่อยปละละเลย ไม่สนใจที่จะครอบครองร่างกายของตนเอง เช่น ปล่อยให้ลิ้นสามารถนำความเสียหาย ด้วยการอยากพูดอะไรก็ได้  ทั้งเป็นแง่ลบ นำคำแช่งสาปก็ไม่สนใจ… สักแต่ว่าอยากจะใช้ปากเท่านั้น  และพระเจ้าก็ทำให้เห็นว่า… สิทธิอำนาจที่พระเจ้ามอบให้เราครอบครองนั้นเป็นจริง ด้วยการ กล่าวสิ่งใดได้สิ่งนั้น , หว่านอะไรเกี่ยวสิ่งนั้น หลายครั้งใช่ว่าเราไม่รู้ความจริงนี้ แต่… ไม่ตระหนักและไม่สนใจที่จะยึดสิ่งที่เป็นของเราไว้อย่างแน่นหนา

 

สิทธิอำนาจพื้นฐานที่พระเจ้าใส่ให้ทุกคน

ลิ้น + ปาก = สิ่งที่พูด >> กำหนดสิ่งที่เชื่อ และสะท้อนสิ่งที่อยู่ภายในใจและความคิดออกมา
ตา = สิ่งที่เห็น , มอง >> กำหนดสิ่งที่เลือก , เป้าหมาย
หู = ได้ยิน ,ฟัง >> กำหนดสิ่งที่เข้ามา , อาหารของชีวิต
มือ  = สิ่งที่ทำ >> กำหนดแนวการกระทำ
เท้า  = ทางเดิน , การเลือกเดิน >> กำหนดวิถีชีวิต , รูปแบบการดำเนินชีวิต

โดยเฉพาะลิ้น เพราะเป็นอวัยวะที่ง่ายแก่การทำผิดมากที่สุด และเป็นอวัยวะที่ง่ายที่สุดสำหรับการครอบครองสิ่งอื่นๆ ตามมาด้วย  เราสามารถใช้ลิ้นสร้างหรือทำลายก็ได้ภายในระยะเวลาชั่ววูบ

ทั้งนี้หากเราไม่ฝึกฝนที่จะเริ่มต้นด้วยการครอบครองสิ่งที่เรามี  สิ่งที่พระเจ้าให้ไว้ในมือเราเสียก่อน … ***เป็นไปไม่ได้เลย***… ที่พระองค์จะมอบสิ่งอื่นๆ ตามมาให้ เพราะมันขัดกับวิถีการทรงสร้างและพระลักษณะบางด้านของพระองค์

สิทธิอำนาจพื้นฐานที่พระเจ้าใส่ให้ทุกคน

1. ทุบตี  ฝึกฝน ที่จะควบคุมร่างกายนี้ให้อยู่มือเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า

1 คร.9:27 แต่ข้าพเจ้าระงับความปรารถนาฝ่ายเนื้อหนังให้อยู่ใต้บังคับ เพราะเกรงว่าโดยทางหนึ่งทางใดเมื่อข้าพเจ้าได้ประกาศแก่คนอื่นแล้ว ตัวข้าพเจ้าเองจะเป็นคนที่ใช้การไม่ได้

2. อย่าคาดหวังสิ่งที่ไกลตัว หากยังไม่คิดจะเริ่มต้นจากสิ่งที่พระเจ้าให้ในวันนี้

3. เมื่อพระเจ้าให้สิ่งใดไว้ในการครอบครองของเรา แสดงว่าเรามีสิทธิอำนาจเหนือสิ่งนั้น ดังนั้นเรามีสิทธิอำนาจเหนือร่างกายของเราเอง ที่จะอนุญาติหรือไม่  ,ให้ทำหรือไม่ทำ สิ่งใดก็ได้ … ดังนั้นการบอกว่า “ควบคุมไม่อยู่”  แท้จริง เพราะเราไม่ควบคุมมันต่างหาก

4. หากเราสามารถครอบครองสิ่งที่เป็นต้นเหตุแห่งพระพร ย่อมได้ผลแห่งพระพร ตกเป็นของเราด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากเราครอบครองกายให้อยู่มือ ผลแห่งการอวยพรทางกายย่อมเป็นของเรา เมื่อเรากล่าวสิ่งดี สิ่งดีย่อมเกิดขึ้น เมื่อเรากล่าวสิ่งร้าย สิ่งร้ายก็ย่อมเกิดขึ้นด้วย เป็นมาจากผลแห่งการครอบครอง

5. สงวนกายนี้เพื่อพระพรมาถึงจะดีที่สุด ปาก หู ตา เท้า มือ
– ปิดปาก >> สำหรับเรื่องร้าย , คำแช่งสาป , การใส่ร้าย , การนินทาให้ร้าย , การล็อก
– ปิดหู >> สำหรับสิ่งที่ทำร้ายตัวเอง , ให้ข้อมูลเชิงเท็จ  , หูของเราไม่ใช่ถังขยะ
– ปิดตา >> สำหรับสิ่งที่ล่อหลอก , ล่อลวง , สิ่งที่มลทิน , สิ่งที่ทำให้พลาดพลั้ง , สิ่งที่เท็จ
– หยุดเท้า >> สำหรับทางที่ไม่ใช่ทางของพระเจ้า , พระเจ้าไม่นำ , ไม่ใช่น้ำพระทัยพระเจ้า
– หยุดมือ >> สำหรับสิ่งที่ไม่ใช่ของเรา  , ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าให้เรา , ไม่ใช่น้ำพระทัยของพระเจ้าสำหรับเรา

*** อย่าคิดว่าแน่ .,.ไม่เป็นไรหรอก… เพราะเมื่อพลาดก็จะเจ็บตัว >> กลับใจใหม่ทันเป็นพระคุณพระเจ้าที่ฉุดรั้งเราไว้ แต่หากไม่แล้ว >> ไม่คุ้มเลยกับการลองในสิ่งที่คิดว่าแน่

6. แท้จริงพระพรตั้งอยู่แต่เดิมแล้ว เพราะพระเจ้าตั้งพันธสัญญานิรันดรไม่เปลี่ยนแปลง แต่เรากำหนดพระพรที่มาถึงด้วยการครอบครองกายของเราเองต่างหาก

15/04/2014 10:28

การจ่ายราคาแบบโมเสสและอับราฮัม

การจ่ายราคาแบบโมเสส

กว่าโมเสสจะยอมจ่ายราคา ยอมก้าวตามที่พระเจ้าตรัสสั่งและเรียกเขา ต้องมีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์เป็นเสมือนมัดจำในความเชื่อก่อน
–    พุ่มไม้เป็นไฟ
–    ไม้เท้าเป็นงู
–    ฟาโรห์องค์เดิมตาย
–    ให้อาโรนมาพูดแทน
พระเจ้าได้กุยทางให้โมเสสเป็นอย่างมากเพื่อให้เขาตอบสนองและเดินตาม

แต่พัฒนาการด้านการจ่ายราคาของโมเสสก็พลิกชีวิตของเขา … จากเดิมต้องเห็นผลตอบแทน หรือได้รับอะไรกลับมาก่อนเขาจึงจะก้าว >> ก็เปลี่ยนเป็น >> แม้ยังไม่ได้อะไร ถ้าพระเจ้าตรัสเขาจะจ่ายออกไปก่อน เพื่อให้พระเจ้ารับรองเขา

–    ต้องยกมือออกไปก่อน ทะเลจึงจะแหวกออก >> เขาเรียนรู้จักที่จะจ่ายราคา โดยการยื่นมือออกไปก่อน แทนการรอให้ทะเลแหวกเสียก่อนเขาจึงยอมยื่นมือออกไปและก้าวเท้าออกไป

–    ต้องขึ้นภูเขาแยกตัวมาหาพระเจ้าก่อน จึงจะได้บัญญัติ 10 ประการ เพื่อชนอิสราเอล >> เขาก้าวขึ้นภูเขาของพระเจ้าในขณะที่ทรงเรียกทันที แทนที่จะรอให้รู้ก่อนว่าขึ้นไปจะได้อะไรกลับมา จะมีอะไรรออยู่ข้างหน้า แต่เขาไปเพราะเขาต้องการพบพระเจ้า

การจ่ายราคาแบบอับราฮัม

อับราฮัมเป็นคนที่ได้ชื่อว่า  “บิดาแห่งความเชื่อ”  เนื่องจากเขาเป็นผู้ที่พระเจ้าตรัสสั่งเขา โดยที่ไม่มีการให้อะไรกับเขาเป็นที่รับรอง (มัดจำ) ก่อนเลย  **แต่เขากลับก้าวเดินตามทันที**  แม้สิ่งที่พระเจ้าสัญญาจะยังมองไม่เห็น ไม่ว่าจะดินแดนพระสัญญาที่ไม่เคยรู้จัก , หรือการมีลูกหลานมากมายดุจดั่งดวงดาวในท้องฟ้า เม็ดทรายในทะเล ขณะที่ตนแก่มาก ภรรยาเป็นหมัน >> เขาเชื่อและก้าวตามทันทีโดยไม่ต้องรอให้พระเจ้าทำสิ่งใดๆ เป็นมัดจำให้กับเขาก่อน เขาแสดงความเชื่อออกมาผ่านการเชื่อฟัง ดินแดนใดก็ไม่รู้เลย ไม่รู้ว่าดินแดนที่ต้องไปเป็นอย่างไร?  ไปทางไหน? ซ้ายหรือขวา?  ต้องจากบ้านเรือนครอบครัวและความมั่นคงทั้งหมดที่มี… แต่เขากลับเชื่อฟังซึ่งแสดงถึงความมั่นคงในความเชื่อและไว้วางใจพระเจ้าอย่างที่สุด และพระเจ้านำเขาแบบก้าวต่อก้าว พระพรของเขาเก็บกินยันลูกหลานหลายชั่วอายุก็ไม่หมด

ข้อคิด

1.    เราต้องมีพัฒนาการการจ่ายราคาออกไป  แรกเดิมเราอาจต้องรอให้พระเจ้าทำอะไรบางอย่างก่อนเราจึงยินดีหรือยอมเชื่อฟัง แต่เมื่อเราโตขึ้นแม้พระเจ้าไม่ได้ให้อะไรเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนหรือมัดจำกับเราก่อน เราก็ยินดีจ่ายออกไปก่อน แล้วเราจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า  คริสเตียนจำเป็นต้องเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ในด้านความเชื่อและการเชื่อฟัง

2.    ในประวัติศาสตร์พระคัมภีร์ไม่มีผู้ใดที่จ่ายออกไปแล้ว หรือเชื่อฟังพระเจ้าแล้ว พระองค์จะไม่อวยพรกลับ หรือไม่รองรับเขา

3.    เพราะพระเจ้าไม่เคยโกหก ดังนั้นสิ่งที่ทรงตรัส จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน อยู่ที่เราเชื่อและเดินตามแค่ไหน???

4.    แต่ถึงกระนั้นพระเจ้าก็ทรงเมตตา แม้ตัวเราอิดออด ต่อรอง ยื้อยุดเวลา… พระองค์ก็ยังคงรอคอยและช่วยสนับสนุนให้เราก้าวไปให้ได้

5.    การจ่ายราคาแบบโมเสสต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ , พัฒนาความเชื่อและความกล้าในการเดินไปกับพระเจ้า แต่การจ่ายราคาแบบอับราฮัมเป็นแบบกล้าทุ่ม เพราะเชื่อในพระลักษณะของพระเจ้าอย่างสุดใจ เขาจึงได้รับหลายชั่วอายุคน แต่โมเสสได้เพียงแค่ยุคของตนเองและต่อไปอีกนิดหน่อย

6.    ไม่ว่าเราจะเริ่มต้นชีวิตความเชื่อแบบใดก็ตาม สิ่งสำคัญคือ… พัฒนาการความเชื่อที่มากขึ้นทุกๆ วัน ไม่ว่าโมเสสหรืออับราฮัมก็ตาม ต่างมีความเชื่อต่อพระเจ้าของตนในแบบฉบับของตนเอง เพราะพระเจ้าเป็นพระเจ้าของเขาเอง หากเรามีพัฒนาการความเชื่อในทุกๆ วันเวลา ความเชื่อของเราย่อมได้รับการพัฒนาจากพระเจ้าของเราเอง

7.    แบบอย่างความเชื่อของทั้ง 2 คน เป็นเหมือนสิ่งที่สะท้อนให้เราต้องก้าวไปในความเชื่อเสมอๆ พระเจ้าไม่หยุดที่จะพัฒนาความเชื่อในเรา ขอเพียงเราอย่าหยุดที่จะก้าวไปในความเชื่อกับพระองค์มากขึ้นๆ ระหว่างทางประสบการณ์ตรงที่ได้รับ ย่อมสะท้อนลักษณะและรูปแบบความเชื่อของเราออกมา ผ่านการดำเนินชีวิตส่วนตัวในแต่ละด้าน

180213

เสียงของพระเจ้าต่อโมเสสเป็นอย่างไร

ในการทำหมายสำคัญทั้ง 10 ประการในอียิปต์ โมเสสได้ยินเสียงตรัสของพระเจ้าอย่างชัดเจน ถึงวิธีการและผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ถึงวันเวลาอย่างเจาะจง แต่ชนอิสราเอลไม่ได้ยินด้วย
ในขณะที่โมเสสได้ยินเสียงตรัสของพระเจ้าในการแหวกทะเลแดง ประชากรอิสราเอลไม่ได้ยินด้วย

?? เสียงของพระเจ้าเป็นเช่นไรกัน

? เหตุไฉนคนหนึ่งได้ยิน แต่คนอีกจำนวนมากกลับไม่ได้ยิน
? จริงหรือที่บางคนเท่านั้นที่ได้ยินเสียงตรัสของพระเจ้า

 

เสียงของพระเจ้าต่อโมเสสเป็นอย่างไร

*** แท้จริงเสียงตรัสของพระเจ้านั้นแผ่วเบาเหลือเกิน แต่มันกลับชัดเจนและหนักแน่น สำหรับคนที่วางใจและปรารถนาจะเชื่อฟังพระองค์ จนผลักดันความเชื่อภายในออกมา ในขณะนั้นยังไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ไม่มีอะไรให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างตามคำตรัส ดังนั้นสำหรับคนที่คิดมาก ใช้สารพัดตรรกะเพื่อลบล้างหมายจะไม่ต้องเชื่อฟัง ย่อมไม่มีทางได้เห็นหรือได้ทำอัศจรรย์เป็นแน่ ไม่มีใครลงทุนกับคนที่ไม่สามารถไว้วางใจได้ฉันใด คนที่ไม่สามารถวางใจในพระเจ้าได้ย่อมไม่ได้รับผลกำไรอันเป็นอัศจรรย์กลับมา ***

?? เราจะรู้ได้อย่างไร? ว่าคนๆ นี้ ได้ยินเสียงพระเจ้าจริง

ก็ด้วยผลที่เกิดขึ้น ไม่มีใครได้ยินเสียงพระเจ้าตรัสกับโมเสสทั้งๆ ที่ทุกคนก็ยืนอยู่ตรงนั้น แต่ผลคือ…ทะเลแหวกออกเมื่อเขายื่นมือเหนือทะเล , ภัยพิบัติเกิดขึ้นทันทีที่เขาทำบางอย่าง เช่น โยนไม้เท้า , ตีน้ำ , ตีพื้นดิน , กล่าวถ้อยคำ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่มีใครทำเองได้ แม้นักมายากลระดับต้นๆ ของอียิปต์ยังพ่ายแพ้ เพราะมันไม่ได้มาจากมือมนุษย์ แต่มาจากพระหัตถ์พระเจ้าต่างหาก

# เช่นนี้แล้ว ประเด็นไม่ใช่ว่าเขาได้ยินเสียงพระเจ้าจริงหรือไม่? *** แต่ประเด็นคือพระเจ้าสามารถทำหมายสำคัญการอัศจรรย์ในเขาได้อย่างไรกัน!!!

250213