Tag Archives: แผ่นดินสวรรค์

สวรรค์ : ครั้งแรกที่ได้มาเยือน

ณ หาดทรายขาวละมุนแสงแดดดูเหมือนเป็นใจให้เคลิบเคลิ้ม อยากจะแผ่กายนี้ลงบนผืนทรายเสียเหลือเกิน มันดูสะอาดสะอ้าน เม็ดทรายที่ขาวละเอียดจนสัมผัสถึงความนุ่มที่ฝ่าเท้า ไม่หยาบกร้านเหมือนเช่นเคยไปทะเลที่ใดๆ มา สุดสายตามองไม่เห็นเส้นตัดขอบน้ำและขอบฟ้า เสมือนว่าจะกลืนเป็นหนึ่งเดียวกันก็ไม่ปาน ข้าพเจ้าเดินไปเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ แช่ตัวเองเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศรอบๆ ตัว ข้าพเจ้าหยุดเดิน… เบื้องหน้าถัดเข้าไปในทะเลไม่ลึกสักเท่าไร มีเรือลำหนึ่งจอดอยู่ … ลักษณะเรือ เป็นเรือลำเล็กๆ สีขาวสวยงาม ขนาดพอนั่งได้ 2-3 คนสบายๆ ไม่มีเครื่องยนต์ใดๆ ข้าพเจ้านึกเอะใจอยู่ครู่หนึ่ง ว่า…. นี่คือเรือใครหนอ มาจอดตรงนี้ เพราะเมื่อมองไปทั่วบริเวณ ที่นี่มีแต่ท้องฟ้าที่ปลอดโปร่ง แสงแดดที่อ่อนละมุน ลมบางๆ ที่พัดมาปะทะหน้าเอื่อยๆ แผ่นน้ำและผืนทรายสุดลูกหูลูกตา สงบเงียบ ไม่น่าจะมีใครอยู่ ณ ที่แห่งนี้ได้เลย เมื่อพิจารณาจากบรรยากาศโดยรอบแล้ว ข้าพเจ้ารู้ดีแก่ใจและรู้ตัวด้วยว่า นี่คือ การได้เข้ามาในนิมิตที่พระเจ้าให้แก่ข้าพเจ้า … ข้าพเจ้าจึงไม่ช้าอยู่ที่จะหยิบฉวยและดื่มด่ำอย่างเต็มที่ ด้วยอิสรภาพและเสรีภาพที่ได้รับ แต่ในขณะที่กำลังมีความสุขอย่างที่สุด เสมือนว่าได้ครอบครองที่นี่แต่ผู้เดียว ทุกสิ่งต้องชะงัก เมื่อหูของข้าพเจ้าได้ยินเสียงที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี “จงขึ้นเรือมากับเรา” นั่นคือเสียงตรัสของพระองค์ที่ข้าพเจ้ารู้จักเป็นอย่างดี พระเยซูเจ้านั่นเอง ข้าพเจ้าหันมองซ้ายขวาว่าทรงอยู่ที่ไหน เสียงเรียกดังขึ้นอีกครั้ง “จงขึ้นเรือมากับเรา”… Read More »

สวรรค์ : การเปิดเผยเพื่อปี 2013

เมื่อประตูบานใหญ่กว่าตัวหลายสิบเท่า (ขนาดที่แม้เอาคนหลายสิบคนมาดันก็ไม่รู้มันจะเปิดออกได้อย่างไร)ได้เปิดออกเอง ตัวที่แสนจิ้ดริดอย่างข้าพเจ้าก็ชะโงกหน้าผ่านช่องประตูที่เปิดออกเข้าไปดูว่าข้างในเป็นอย่างไร แต่กลับมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืดสนิท ครั้นจะถอยหลังก็ได้ยินเสียงดังกึกก้องว่าภายในประตูนั้นดังสวนออกมา “จงก้าวเข้ามา” เสียงนี้ดังกังวานจนชัดเจนมาก ใจหนึ่งของข้าพเจ้าคิดว่าไม่เห็นมีอะไรเลยจะก้าวเข้าไปทำไม มืดก็มืดมองอะไรก็ไม่เห็น แต่ไม่สามารถปฏิเสธเสียงนั้นได้ นอกจากจะดังกึกก้องแล้วยังชัดเจน เป็นเสียงที่คุ้นเคยที่ตัวข้าพเจ้าเองมักได้ยินเสมอๆ และมั่นใจว่าเสียงนี้เป็นมิตร นั่นคือ เสียงขององค์พระเยซู ผู้ที่เรานั่งคุยกันอยู่ทุกๆวัน ผู้ที่เราสัมพันธ์กันทุกๆ เวลา รู้และมั่นใจเช่นนั้นแล้ว จึงตัดสินใจก้าวเท้าเข้าสู่ประตูบานใหญ่ที่ภายในมองเข้าไปอัดแน่นไปด้วยความมืด… ทันทีที่เท้าของข้าพเจ้าก้าวเข้าสู่พื้นที่ด้านในของประตูความมืดก็ได้มลายหายไปอย่างอัศจรรย์ แล้วการปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบสีขาวขุ่นมัวก็แทนที่ สายน้ำหลั่งไหลมาจากไหนไม่รู้ทุกทิศทางเข้ามาสัมผัสกับปลายเท้าค่อยๆ เพิ่มระดับจากปลายเท้าขึ้นมาจนกระทั่งมิดกระตุ่มและเลยมาประมาณเกือบครึ่งน่อง สายน้ำนี้ช่างใสเหลือเกินใสจนกระทั่งเห็นแม้แต่เส้นเลือดที่ขาและเท้าของตัวเองอยู่ในน้ำ ความรู้สึกเย็นสบายและสดชื่นได้เข้าแทนที่ความลังเล ข้าพเจ้ายืนแช่อยู่อย่างนั้นโดยไม่ขยับเขยื้อนไปไหนทั้งสิ้น สักพักก็ได้ยินเสียงเรียกดังขึ้นอีกครั้ง “ลูกหญิงของเราเอ๋ย จงก้าวเข้ามาอีก” เสียงพระเยซูทรงตรัสอีกครั้ง แต่ยังมองไม่เห็นพระองค์เลย ด้วยเมฆหมอกที่ปกคลุมอยู่รายรอบตัวจนมองไม่เห็นทางข้างหน้าเลยนอกเสียจากเวลาที่ก้มมองดูน้ำที่เท้าของตนเองเท่านั้นที่ชัดเจน แต่คราวนี้ข้าพเจ้าไม่อิดออดเลย ก้าวออกไปด้วยความมั่นใจว่าจะตามเสียงนั้นไปจนถึงต้นทางของเสียงเรียก ทันทีทันใดที่เริ่มก้าวเท้าออกทางข้างหน้าที่ปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกก็ถูกแหวกออกและเปลี่ยนเป็นทอแสงสีทองเหลืองส้มอร่ามดุจดังดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้นจากภูเขาและเส้นขอบทะเล แต่ความสว่างนั้นสดใสกว่าหลายร้อยหลายพันเท่า เป็นแสงสีทองที่ทอตามเส้นทางทำให้เห็นเส้นทางที่จะก้าวเดินออกไปได้อย่างชัดเจน ไม่เพียงเท่านั้นข้าพเจ้าก้มหน้ามองดูที่สายน้ำ สายน้ำใสปิ้งได้กลายเป็นสายน้ำสีทองที่เป็นเหมือนทองคำที่กำลังถูกหลอมอยู่ในเตาไฟ แต่มันไม่ร้อนเลยสักนิดกลับรู้สึกเย็นสบายและโล่งกว่าเดิมเสียอีก คราวนี้แหละการก้าวต่อไปก็เต็มไปด้วยความมั่นใจ มองไปข้างหน้าเห็นร่างคนๆ หนึ่งกำลังยืนรออยู่ ….นั่นเอง!! ต้นเสียงที่ร้องเรียกให้ข้าพเจ้าก้าวเข้าไปหา องค์พระเยซูทรงยืนรอด้วยรอยยิ้มที่แสนอบอุ่น ใบหน้าของพระองค์บ่งบอกว่ารักและภูมิใจในตัวของข้าพเจ้ามาก แม้จะยังไม่มีคำพูดใดๆ ออกมาจากปากของพระองค์อีกครั้ง แต่เวลานั้นเองที่ข้าพเจ้าเร่งฝีเท้าอยากไปให้ใกล้และถึงพระองค์เร็วยิ่งขึ้น แต่อีกใจนึงก็รู้สึกถึงความสบายและอบอุ่นอยากจะแช่อยู่อย่างนี้ อยากจะนั่งลงแทนการก้าวเดินเสียจริงๆ แต่ก็ไม่สามารถหยุดเท้าของตัวเองได้เพราะใจมันปรารถนาและพุ่งตรงไปที่พระเยซูเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งบังคับให้ฝีเท้ายิ่งเร่งๆเข้าไป… Read More »

สวรรค์ : บัลลังก์พิพากษา

ขณะนี้ข้าพเจ้าได้ยืนอยู่ด้านหลังบัลลังก์พิพากษา ทันทีที่รู้ตัวว่าตัวเองยืนอยู่ตรงนี้ก็เริ่มพยายามจะขยับตัวเพื่อไปอยู่ในส่วนที่คนอื่นเขายืนกัน แต่เสียงอันหนักแน่นขององค์พระผู้เป็นเจ้าดังขึ้น “เจ้าจงยืนอยู่ตรงนั้น และมองดูสิ่งที่เราจะให้เจ้าเห็นกับตา เจ้าสามารถนำความเหล่านี้ไปบอกผู้คนได้ถึงสิ่งที่เจ้ามองเห็น” องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัส… ในขณะที่ข้าพเจ้ายืนอยู่ด้านหลังบัลลังก์มองเห็นเพียงเบื้องหลังพนักพิงของบัลลังก์ที่ใหญ่โตและน่าเกรงขามสะท้อนออกมา เท้าก็อ่อนแรงด้วยเหตุที่ใจภายในยำเกรงและสั่นกลัวว่าตนเองยืนอยู่ผิดที่ผิดทาง เนื่องจากครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเคยมาที่หน้าบัลลังก์นี้แล้ว  แต่การมาครั้งนั้นข้าพเจ้าได้ยืนอยู่เบื้องล่างต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้าแบบตัวต่อตัวและรายล้อมไปด้วยบรรดาทูตสวรรค์ แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เวลานี้สิ่งที่ตาเห็น บวกกับใจที่สั่นคร้ามภายใน ทำให้ร่างกายทรุดลงถึงดิน ขาที่เปลี้ยด้วยหมดแรง ทูตสวรรค์ 2 ตนเข้ามาประคองแขนข้าพเจ้าให้ลุกขึ้นยืนและกล่าวข้างหูเบาๆ ว่า “อดทนไว้ และมองดูทุกรายละเอียดให้มากที่สุด องค์พระผู้เป็นเจ้ากำลังจะเปิดเผยกับท่าน”… ข้าพเจ้าใช้เวลาสักครู่ในการพยายามวางความกลัวลง และพยายามพยุงตัวให้ยืนให้มั่น แต่ถึงกระนั้นขาก็ยังคงเปลี้ย ทูตสวรรค์ทั้ง 2 ยังคงพยุงแขนทั้ง 2 ข้างของข้าพเจ้าทั้งซ้ายขวา จนกระทั่งขาข้าพเจ้าเริ่มมาเรี่ยวแรงมากขึ้นๆ พอจะพยุงตัวเองอยู่ ข้าพเจ้าพยายามสอดส่ายสายตากวาดมองไปรอบๆ และเก็บรายละเอียดในองค์ประกอบต่างๆ ที่ตาเห็นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้  ภายในรับรู้ได้ทันทีว่ากำลังที่ทำให้สามารถยืนอยู่ได้ในขณะนี้มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ประทับอยู่เบื้องหน้าของข้าพเจ้า ใจภายในภาวนาแต่เพียงว่า “นี่แค่ด้านหลังยังขนาดนี้เลย โอ้ววว ช่วยข้าพระองค์ด้วย โปรดเถิด โปรดด้วย อย่าปล่อยข้าพระองค์ไว้” สิ่งที่เห็นเป็นดังนี้ ผู้คนจำนวนมากใส่ชุดสีขาวโพลนดูสว่างไสวสวยงามไปหมดยืนอยู่เต็มพื้นที่เบื้องล่างหน้าบัลลังก์ ความขาวนั้นสะท้อนออกมา แวววาวระยิบเป็นประกายสีขาวสว่างไสว ดั่งมีเรืองแสงได้ด้วยตัวมันเอง ข้าพเจ้าพยายามเปรียบเทียบความขาวเหล่านี้จากโลก แต่ก็หา ใดๆ ในโลกมาเปรียบเพื่ออธิบายก็ไม่ได้   ความขาวสว่างไสวของชุดที่แต่ละคนใส่ไม่เท่ากัน… Read More »

คุณค่าที่คู่ควรแก่แผ่นดินสวรรค์

ดินแดนสวรรค์เป็นสถานที่ที่…. ใครก็ตามที่เชื่อก็ได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างทุกข์นิรันดร์(นรก) กับสุขนิรันดร์(สวรรค์) เป็นที่เรียบร้อย แต่ใครหนอจะคู่ควรกับแผ่นดินนั้น?? ในแผ่นดินสวรรค์จะมีคน 2 ประเภทอยู่ที่นั่น เปรียบเหมือนเจ้าของบ้านร่วมกับพระองค์กับผู้อาศัย  เราต่างได้อยู่ในที่เดียวกันแต่เรากับมีฐานะและสิทธิ์ในการถือครองต่างกัน หรือ ที่หลายคนเรียกว่า  “สง่าราศีต่างกัน” ~ ที่เราแต่ละคนกำลังถูกสร้างกันอยู่บนโลกนี้ เพื่อเราจะสามารถเป็นคนที่มีคุณสมบัติพร้อมและเพียงพอสำหรับการเป็นเจ้าของ แผ่นดินสวรรค์ร่วมกับพระองค์ ที่นั่นจะมีการพิพากษาที่เราต้องร่วมเคียงข้างกับพระองค์ หากชีวิตของเราปวกเปียก เราจะไปกล้านั่งตรงนั้นเพื่อร่วมกับพระองค์ได้อย่าง ไรกัน ~ อย่าลืมว่า แต่แรกเดิมเราตกหล่นจากคุณสมบัติทั้งปวง แม้แต่ในเอเดนยังต้องปิดตายด้วยคุณสมบัติไม่ถึงของเรา ดังนั้นกว่าเราจะสามารถเป็นคนนั้นที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการจนกว่า จะถึงขีดที่ “ผ่านแล้ว” ย่อมต้องผ่านกระบวนการนานัปการอย่างรอบด้าน ตามแต่พระองค์จะสร้างเราแต่ละคน บนโลก ~ ความยากลำบากเป็นตัวขัดขวางการเป็นเจ้าของบ้านที่ดีของเรา เพราะมันมักทำให้เราลดระดับลงเพื่อแลกกับการผ่อนคลายความยากเย็นแสนเข็ญ ลงสักนิด ความยากลำบากไม่เคยทำให้เราระลึงถึงสวรรค์ได้เท่าวันแสนสุข ~ ความเข้าใจผิด (จากคนที่เราไว้วางใจ หรือจากคนที่เราไม่เคยรู้จักมักคุ้นเลยด้วยซ้ำ หรือจากการบิดเบือนไปจากสิ่งที่ควรเป็น สรุปมันคือ ความเข้าใจผิดทุกรูปแบบ)  มักสั่นคลอนความมั่นคงในสิทธิ์อันชอบธรรมของเราเสมอ …เป็นที่แน่นอนว่าเมื่อเรามาเชื่อพระเจ้าเราได้รับสิทธิ์ในการอยู่ร่วมใน แผ่นดินสวรรค์กับพระองค์และผู้เชื่อทุกคน แต่การจะอยู่ร่วมกันในลักษณะใดนั้นเป็นอีกเรื่องนึง 1. บรรดาผู้ที่จ่ายราคาบนโลก ยิ่งสูงเท่าไรก็ยิ่งได้รับการตีตรา ว่า “ใช้การได้” มากเท่านั้น 2. โลกนี้ไม่เป็นเพียงสนามฝึก… Read More »