Tag Archives: ความเชื่อ

คำอธิษฐาน : ขอความเชื่อ

“ข้าแต่พระเจ้า… ผู้ทรงสัจจริง เพราะทรงสำแดงพระองค์ผ่านการทรงสร้าง ด้วยถ้อยคำพยากรณ์ล้วนเป็นจริง อัศจรรย์ทรงสำแดงพระหัตถ์อันยิ่งใหญ่ ความรักอันมั่นคงของพระเจ้าสำแดงถึงพระทัยเปี่ยมล้นด้วยเมตตา แผนการณ์อันครบถ้วนบ่งชี้ถึงความไพบูลย์ของพระคริสต์ พระลักษณะโดดเด่นด้วยพระคุณอันมากหลาย พระองค์ผู้ทรงดำรงอยู่วานนี้ วันนี้ และสืบไปเป็นนิตย์ สาธุการแด่พระเจ้าผู้ทรงดำรงอยู่ เหตุไฉน ? ความเชื่อจึงน้อยนิด ถูกสั่นคลอน ด้วยพายุ เหตุอันใด ? ความเชื่อจึงหดหาย ตามภาวะการณ์ เหตุอะไร ? ความเชื่อจึงลดทอน ไปตามกาลเวลา เหตุใดหรือ ? ความเชื่อจงขาดไปจากที่ควร ข้าแต่พระเจ้า… ขอโปรดทรงเพิ่มเติมความเชื่อให้มากขึ้น ให้เมล็ดพันธุ์เล็กๆ ถูกขยาย ให้ความเชื่อเติบโตตามกาลเวลา ให้ความเชื่อถูกฝังรากลึกหยั่งลงไป ขอโปรดทรงรดน้ำให้เติบโต ให้เข้าใจความล้ำลึกพระปัญญา ให้เข้าถึงน้ำพระทัยอันสมบูรณ์ ให้เข้าใกล้พระบัลลังค์อันชอบธรรม ขอโปรดทรงสร้างความเชื่อบนศิลา ให้มั่นคง แข็งแรงขึ้นทุกๆ วัน ให้แข็งแกร่ง ดั่งศิลา ไม่อ่อนยวบ ให้กล้าหาญ ด้วยความเชื่อที่ยึดมั่น เชื่อในนามองค์พระเยซู ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ หนทางรอด ทรงเป็นทางนั้น ทางเดียว สู่พระบิดา ทรงเป็นผู้นำทาง ในมรรคาของพระองค์ […]

เรื่องของความเชื่อ

ฮบ.11:1-3 11:1 บัดนี้ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นหลักฐานมั่นใจว่า สิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง 11:2 โดยความเชื่อนี้เอง พวกบรรพบุรุษก็ได้รับการรับรอง 11:3 โดยความเชื่อนี้เอง เราจึงเข้าใจว่า พระเจ้าได้ทรงสร้างกัลปจักรวาลด้วยพระดำรัสของพระองค์ ดังนั้นสิ่งที่มองเห็นจึงเป็นสิ่งที่เกิดจากสิ่งที่ไม่ปรากฏให้เห็น   เรื่องของความเชื่อ   รูปแบบของความเชื่อ   1. เชื่อในทันทีทันใด เป็นความมั่นใจในพระองค์ผู้ทรงตรัส แม้ยังไม่เห็น หรือแม้รู้ว่าปัญหาและอุปสรรคคือสิ่งใด ก็สามารถเชื่อได้อย่างง่ายๆ เพราะความเชื่อไม่ได้ขึ้นกับสภาวะการณ์หรือสิ่งที่มองเห็น แต่เชื่อในพระลักษณะแห่งความยิ่งใหญ่ ความสัตย์ซื่อ ความสัตย์จริง ของพระองค์ผู้ทรงทำสิ่งที่ไม่มีให้เกิดขึ้นได้ แต่ทำลายสิ่งที่มีให้หายไปได้เช่นกัน เป็นความมั่นใจในเอกสิทธิ์ของพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์อำนาจยิ่งใหญ่ ยน.11:40  พระเยซูตรัสกับเธอว่า “เราบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่า ถ้าเจ้าเชื่อ เจ้าก็จะได้เห็นสง่าราศีของพระเจ้า” เชื่อแล้วจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เป็นความเชื่อที่ไม่ผ่านหรือพึ่งกระบวนการทางทางสมอง แต่พึ่งกระบวนการทางใจ คือ ความไว้วางใจพระเจ้า   2. เชื่อแบบมีเงื่อนไข เป็นความเชื่อที่มีเมล็ดพันธ์ภายใน แต่เจือปนไปด้วยความสงสัย และประเมินจากประสบการณ์ สภาวการณ์ที่เป็นอยู่ ทำให้มีเงื่อนไขในความเชื่อ เช่น ต้องเกิดเช่นนี้ขึ้นจึงจะเชื่อ ดั่งโธมัส ต้องเห็นแล้วจึงเชื่อ , ดั่งบาลาอัม […]

? ทำไมเชื่อแล้ว … แต่ไม่เห็นความยิ่งใหญ่

ฮบ.11:39-40 11:39 คนเหล่านั้นทุกคนมีชื่อเสียงดีโดยความเชื่อ ก็ยังไม่ได้รับสิ่งที่ทรงสัญญาไว้ 11:40 ด้วยว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมการอย่างดีกว่าไว้สำหรับเราทั้งหลาย เพื่อไม่ให้เขาทั้งหลายถึงที่สำเร็จนอกจากเรา หลายครั้งเราก็เริ่มต้นด้วยความเชื่อ แต่มีบางครั้ง บางเรื่อง บางเวลา ดูเหมือนไม่เห็นอะไรมากนัก ทั้งที่เชื่อเต็มเปี่ยม   ? ทำไมเชื่อแล้ว … แต่ไม่เห็นความยิ่งใหญ่ 1. ระยะเวลา ♥    พระเจ้ามีระยะเวลาสำหรับแต่ละเรื่อง แต่ละคนอย่างเจาะจง ในระหว่างเวลาที่ยังมาไม่ถึง นั่นแหละคือช่วงเวลาการใช้ความเชื่อ … ♥    ความเชื่อไม่ใช่จะใช้กันแค่แป๊บๆ แต่จำเป็นต้องผ่านระยะเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความเชื่อด้วย ยิ่งเนิ่นนาน หากยังคงรักษาความเชื่อไม่คลอนแคลนไปเป็นอื่น เพราะมันยังมาไม่ถึงสักทีก็เป็นการพัฒนาความเชื่อมากยิ่งขึ้น และเป็นตัวบ่งชี้ขนาดความเชื่อของเรา ว่าสามารถใช้ความเชื่อที่มีอยู่ผ่านอุปสรรคปัญหาต่างๆ ไปได้หรือไม่ เช่น ระยะเวลาที่นาน , ข้อสงสัย , ข้อมูลที่ขัดแย้งกับความเชื่อและพระสัญญาของพระเจ้า , ตัวเร้าทั้งภายในของเราเอง ทั้งเสียงรอบข้าง ทั้งการบีบรัดด้านเวลา… ♥    เราจะเติบโตด้านความเชื่อมากขึ้นเพื่อรับพระสัญญา หรือล้มเลิกกลางคันแล้วไม่ได้อะไรเลยเพราะไม่ผ่าน 2. บางสิ่งไม่ได้เห็นในรุ่นตนเอง แต่จะตกทอดถึงคนรุ่นหลัง ♥    เราต้องเชื่อก่อนว่า พระเจ้าไม่เคยโกหก ไม่ทรงบิดเบือน […]

เชื่อจนสุดปลายทาง

ความเชื่อเป็นรากฐานและเป็นเสมือนสิ่งที่เคียงคู่ตลอดเส้นทางการดำเนินชีวิตกับพระเจ้า แต่หลายครั้งความเชื่อกลับเป็นเรื่องที่ยากจะทำ และยากที่จะไปถึง… การมีความเชื่อ ไม่เพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น คนมากมายเริ่มต้นด้วยความเชื่อ และมันค่อยๆ ลดขนาดลงด้วยปัญหาอุปสรรคและสิ่งที่ล่อหลอกให้จดจ่อ แทนที่พระพักตร์และพระสัญญาพระเจ้า.. สถานการณ์ที่ดูเหมือนไม่เป็นใจ ไม่ได้ดั่งใจ ทุกสิ่งดูเร่งเร้า แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่ช้าเกินไปสำหรับใจเรา คือ สิ่งที่พระเจ้าทำ… ความเชื่อในระยะเริ่มต้นลดลงอย่างวูบวาบ จนหลายครั้งไม่เหลือความเชื่อเลยด้วยซ้ำ บางครั้งอาจถึงขนาดละทิ้งแล้วที่พระเจ้าตรัสไว้ เพราะคิดว่ามองดูและพิจารณาดูอย่างละเอียดแล้ว ไม่มีทางเป็นไปได้ตามที่พระเจ้าทรงตรัสเลย … กระบวนการทุ่มและกระโดดตัวเองเข้าสู่วิถีการคิดค้นงัดแงะแผนการณ์ของมนุษย์ได้เกิดขึ้นเป็นระรอกๆ …แต่หาได้รับคำตอบไม่!! …หาได้เป็นทางออกที่ดีไม่!! …แต่กลับบานปลายออกไปเรื่อยๆ … แท้จริงอะไรคือความผิดพลาดหรือ? อะไรคือสิ่งที่ต้องเข้าใจและเรียนรู้หรือ? อะไรกันแน่ที่จะสามารถนำพระพรมาถึงตัวเราจริงๆ? การเริ่มต้นด้วยความเชื่อเป็นเรื่องยากแล้ว… แต่มันกลับเป็นเรื่องที่ง่ายดายไปเลย หากเทียบกับการรักษาความเชื่อจนสุดปลายทาง…. ไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะเริ่มต้นด้วยความเชื่อ หากเรารับบางสิ่งจากพระเจ้า >> เสียงตรัส ถ้อยคำสำแดง การดลใจ หรือแรงบันดาลใจก็ตาม… แต่ระหว่างทางใช่ว่าจะราบเรียบและรวดเร็วดั่งใจนึกเสมอไป อันเนื่องจากพระเจ้ามีพระประสงค์ชัดเจนในการสร้างความเชื่อที่มากขึ้นภายในตัวเราเอง การพัฒนาความเชื่อ เป็นปกติวิถีของคริสเตียน และผู้ที่รักจะเดินติดตามพระเจ้า … ดังนั้นการที่พระเจ้าจะพัฒนาความเชื่อภายในเป็นการเจาะจงส่วนตัวกับเราจึงไม่ใช่เรื่องแปลก*** สาเหตุที่ทำให้เราขาดความเชื่อหรือสั่นคลอนในความเชื่อระหว่างทาง 1.    รอนานเกินไป การรอคอยทำให้เกิดความคาดหวัง และปกติมนุษย์ปรารถนาการช่วยกู้และปรารถนาพระพรให้มาอย่างเร็วไว ในเวลาที่ตนเองคิดและกะเกณฑ์แผนไว้ในสมอง …  แต่เมื่อผิดไปจากแผนของตน ผิดไปจากระยะเวลาที่ตนคำนวน […]

ร่นเวลา

พระเจ้าทรงตั้งวาระและเวลาให้กับเราแต่ละเรื่องอยู่แล้ว แต่ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างอาจจะทำให้เกิดการร่นเวลาสั้นเข้าได้ หากในวาระนั้นๆ เราได้เรียนรู้ครบทุกอย่างและผ่านได้ครบทุกสิ่ง มธ.24:22 และถ้ามิ ได้ทรงให้วันเหล่านั้นย่นสั้นเข้า จะไม่มีเนื้อหนังใด ๆ รอดได้เลย แต่เพราะทรงเห็นแก่ผู้ที่เลือกสรรไว้ จึงทรงให้วันเหล่านั้นย่นสั้นเข้า มก.13:20 ถ้าองค์ พระผู้เป็นเจ้ามิได้ทรงให้วันเหล่านั้นย่นสั้นเข้า จะไม่มีเนื้อหนังใด ๆ รอดได้เลย แต่เพราะทรงเห็นแก่ผู้ถูกเลือกสรรซึ่งพระองค์ได้ทรงเลือกไว้ พระองค์จึงทรงให้วันเหล่านั้นย่นสั้นเข้า 1 คร.7:29 พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าหมายความว่ายุคนี้ก็สั้นมากแล้ว ตั้งแต่นี้ไปให้คนเหล่านั้นที่มีภรรยาดำเนินชีวิตเหมือนกับไม่มีภรรยา ปัจจัยที่ส่งผลต่อการร่นเวลาของพระเจ้า 1. การผ่านทุกบททดสอบในวาระนั้น ♣    ในแต่ละช่วงชีวิตของเรา พระเจ้าจะมีวาระสำหรับสิ่งต่างๆ ให้เราได้เรียนรู้ เพื่อเติบโตขึ้นสู่วาระต่อๆไป และเพื่อท้ายที่สุดคือ ความไพบูลย์ของพระคริสต์ในชีวิตเรา แต่ละเรื่องมักจะเป็นพื้นฐานในก้าวต่อๆไปเสมอ ♣    ตัวอย่าง พระเจ้าให้เราเรียนรู้ความอดทนต่อผู้บีบบังคับเราเป็นเวลา 1 ปี แต่เนื่องจากการตอบสนองอย่างดี เรียนรู้เร็ว อันมาจากการเสาะแสวงหาพระพักตร์พระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อต่อเนื่องไม่ลดละ และมุ่งมั่นด้วยการปล้ำสู้ ทำให้เราผ่านทุกด่านในวาระนี้ เข้าใจจนเป็นชีวิต และได้มาซึ่งสิ่งที่พระเจ้าตั้งไว้สำหรับเราแล้ว การร่นเวลาเข้าสั้นจึงเกิดขึ้น เมื่อทุกสิ่งอย่างหมดสิ้นในวาระกำหนด 1 ปี อาจเหลือเพียง 3 […]

เชื่อแล้วเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

เพราะเชื่อจึงได้รับ แต่เมื่อได้รับแล้วกลับไม่เชื่อว่าที่ได้มาเพราะความเชื่อ หรือพระเจ้าให้ สุดท้ายย้อนกลับมาที่ไม่เชื่อ ทำให้การได้รับนี้สิ้นสุดลงที่ตรงนี้ = ไม่เชื่อแต่แรกแล้ว พระเจ้าพิสูจน์พระองค์เองว่าทรงสัตย์ซื่อในการอวยพรตามความเชื่อเสมอ แต่เมื่อได้รับแล้ว ผู้ที่สงสัยกลับลบล้างสิ่งที่พระเจ้าให้ด้วยความสงสัยว่า…นั่นมาจากพระเจ้าจริงหรือ? คิดสงสัยว่าไม่ได้มาจากพระเจ้า … ความคิดนี้ทำให้ลบล้างความเชื่อเริ่มต้นเสียสิ้น ดังนั้นที่ควรได้รับจึงสิ้นสุด การไปต่อก็สิ้นสุดด้วย เพราะไม่มีความเชื่อแล้ว แต่คนที่เชื่อแล้วได้รับ แล้วมั่นใจว่าที่ตนได้รับมา จากพระเจ้า เชื่อในสิ่งที่พระจ้าทำ ทำให้ความเชื่อต่อยอดความเชื่อ จึงได้รับพระพรต่อยอดพระพร ไม่สิ้นสุด ได้แล้วได้อีก ยิ่งได้ยิ่งเชื่อ ยิ่งเชื่อยิ่งได้รับ เป็นเหมือนวงกลมที่ส่งต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุด   เชื่อแล้วเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า 29/05/2014 13:42

การจ่ายราคาแบบโมเสสและอับราฮัม

การจ่ายราคาแบบโมเสส กว่าโมเสสจะยอมจ่ายราคา ยอมก้าวตามที่พระเจ้าตรัสสั่งและเรียกเขา ต้องมีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์เป็นเสมือนมัดจำในความเชื่อก่อน –    พุ่มไม้เป็นไฟ –    ไม้เท้าเป็นงู –    ฟาโรห์องค์เดิมตาย –    ให้อาโรนมาพูดแทน พระเจ้าได้กุยทางให้โมเสสเป็นอย่างมากเพื่อให้เขาตอบสนองและเดินตาม แต่พัฒนาการด้านการจ่ายราคาของโมเสสก็พลิกชีวิตของเขา … จากเดิมต้องเห็นผลตอบแทน หรือได้รับอะไรกลับมาก่อนเขาจึงจะก้าว >> ก็เปลี่ยนเป็น >> แม้ยังไม่ได้อะไร ถ้าพระเจ้าตรัสเขาจะจ่ายออกไปก่อน เพื่อให้พระเจ้ารับรองเขา –    ต้องยกมือออกไปก่อน ทะเลจึงจะแหวกออก >> เขาเรียนรู้จักที่จะจ่ายราคา โดยการยื่นมือออกไปก่อน แทนการรอให้ทะเลแหวกเสียก่อนเขาจึงยอมยื่นมือออกไปและก้าวเท้าออกไป –    ต้องขึ้นภูเขาแยกตัวมาหาพระเจ้าก่อน จึงจะได้บัญญัติ 10 ประการ เพื่อชนอิสราเอล >> เขาก้าวขึ้นภูเขาของพระเจ้าในขณะที่ทรงเรียกทันที แทนที่จะรอให้รู้ก่อนว่าขึ้นไปจะได้อะไรกลับมา จะมีอะไรรออยู่ข้างหน้า แต่เขาไปเพราะเขาต้องการพบพระเจ้า การจ่ายราคาแบบอับราฮัม อับราฮัมเป็นคนที่ได้ชื่อว่า  “บิดาแห่งความเชื่อ”  เนื่องจากเขาเป็นผู้ที่พระเจ้าตรัสสั่งเขา โดยที่ไม่มีการให้อะไรกับเขาเป็นที่รับรอง (มัดจำ) ก่อนเลย  **แต่เขากลับก้าวเดินตามทันที**  แม้สิ่งที่พระเจ้าสัญญาจะยังมองไม่เห็น ไม่ว่าจะดินแดนพระสัญญาที่ไม่เคยรู้จัก , หรือการมีลูกหลานมากมายดุจดั่งดวงดาวในท้องฟ้า เม็ดทรายในทะเล ขณะที่ตนแก่มาก […]

คนในยุคนี้… ช่างมีความเชื่อน้อยเสียเหลือเกิน

? เหตุใดพระเยซูจึงมักตำหนิว่า “คนในยุคนี้ ช่างมีความเชื่อน้อยเสียเหลือเกิน” คำตรัสนี้สะท้อนบางสิ่งบางอย่างให้เราได้เห็น ได้เรียนรู้ พวกเขาไม่กล้ามอบถวายให้พระเจ้า เพราะว่าลึกๆ เขาไม่เชื่อในความสามารถของพระเจ้า…ว่า… •    พระองค์ยิ่งใหญ่เพียงพอที่จะช่วยเขาได้ •    พระเจ้าจะมาทันเวลา   •    พระองค์จะกอบกู้ คนจำนวนมาก จึงเลือกที่จะตัดสินใจสิ่งต่างๆ ตามความรู้สึก ความคิด และตามแผนการณ์ของตนเอง ด้วยแรงกำลังความสามารถและประสบการณ์ของเขา โดยใช้กระบวนการประมวลผล ชั่งตวงน้ำหนัก ของผลประโยชน์ที่จะได้กลับมา … แทนที่ความเชื่อ … เพราะความเชื่อวางใจเป็นเรื่องที่มองไม่เห็น วัดไม่ได้ เว้นเสียแต่ต้องเสี่ยงลงทุน ด้วยหัวใจจ่ายออกไปก่อน  ดังนั้นผู้ที่จะเชื่อฟังได้  จึงต้องสงบนิ่งเสียก่อน ฮบ.11:1  บัดนี้ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นหลักฐานมั่นใจว่า สิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง เป็นไปได้หรือ? ที่พระเจ้าจะเสี่ยงกับเรา เพียงแค่เรื่องเล็กน้อย เพื่อลบพระลักษณะแท้แต่ดั้งเดิมที่ทรงเป็นอยู่นิรันดรนั้น ด้วยการผิดจากที่พระองค์ตรัส หรือสัญญา … แท้จริงคนที่เชื่อไม่ได้ คือ คนที่ไม่รู้จักกับพระลักษณะแท้ของพระเจ้าในแต่ละด้านต่างหาก … ทรงมีพระนามว่า “เราเป็น” ♣ ♣ ♣ ปัญหาของเรา […]

ความเชื่อที่ต้องเติบโตขึ้น

เปโตรต้องโตขึ้นในความเชื่อ ลก.5:4-6 5:4 เมื่อพระองค์ตรัสสอนเสร็จแล้ว จึงตรัสแก่ซีโมนว่า “จงถอยออกไปที่น้ำลึกหย่อนอวนต่าง ๆ ลงจับปลา” 5:5 ซีโมนทูลตอบพระองค์ว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า ข้าพระองค์ทั้งหลายทอดอวนคืนยังรุ่ง ไม่ได้อะไรเลย แต่ข้าพระองค์จะหย่อนอวนลงตามพระดำรัสของพระองค์” 5:6 เมื่อเขาหย่อนลงแล้ว ก็ล้อมปลาไว้เป็นอันมาก จนอวนของเขาขาด เมื่อเปโตรยังไม่เคยรู้จักพระเยซู ความเชื่อยังไม่มี แต่ก็ก้าวออกไปก่อนด้วยความเชื่อฟัง นั่นก็เพียงพอที่จะเห็นอัศจรรย์ของพระเยซูแล้ว   ความเชื่อที่ต้องเติบโตขึ้น มธ.14:25-32 14:25 ครั้นเวลาสามยามเศษ พระเยซูจึงทรงดำเนินบนน้ำทะเลไปยังเหล่าสาวก 14:26 เมื่อเหล่าสาวกเห็นพระองค์ทรงดำเนินมาบนทะเล เขาก็ตกใจนัก พูดกันว่า “เป็นผี” เขาจึงร้องอึงไปเพราะความกลัว 14:27 ในทันใดนั้นพระเยซูตรัสกับเขาว่า “จงชื่นใจเถิด คือเราเอง อย่ากลัวเลย” 14:28 ฝ่ายเปโตรจึงทูลตอบพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า ถ้าเป็นพระองค์แน่แล้ว ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์เดินบนน้ำไปหาพระองค์” 14:29 พระองค์ตรัสว่า “มาเถิด” เมื่อเปโตรลงจากเรือแล้ว เขาก็เดินบนน้ำไปหาพระเยซู 14:30 แต่เมื่อเขาเห็นลมพัดแรงก็กลัว และเมื่อกำลังจะจมก็ร้องว่า “พระองค์เจ้าข้า ช่วยข้าพระองค์ด้วย” 14:31 […]