Tag Archives: พระเจ้า

ดุลยภาพของพระเจ้า

พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งต่างๆ และสร้างสิ่งต่างๆ อย่างสมบูรณ์ พร้อมสรรพ ไม่มีสักส่วนหนึ่งส่วนใดที่ขาดตกบกพร่อง แม้ในความไม่สมบูรณ์ของแต่ละสิ่ง แต่เมื่อมารวมกันจะสมบูรณ์อย่างลงตัว ตัวอย่างเช่น เรื่องของคนจน พระเจ้าก็ให้คนมีมากกว่า มีใจเมตตาในการช่วยเหลือและมอบให้ อีกทั้งพระคุณของพระเจ้าจะมีถึงเขา ในเรื่องของการเลี้ยงดูอย่างไม่ขาดสาย เรื่องของผู้นำ ย่อมมีผู้ตามและมีการสนับสนุนในหลายๆ ด้าน มีศิษยาภิบาล ย่อมมีทีมอธิษฐาน มีเบื้องหน้าย่อมมีเบื้องหลัง มีแนวรบย่อมมีแนวรับ เหตุที่มนุษย์ไม่ได้ทำตามที่พระเจ้าวางไว้อย่างแท้จริง จึงมีสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เหมือนดั่งเชือกที่เป็นปมไม่ถูกแก้ ยิ่งแย่ตามวิถีของตนเอง ยิ่งเป็นการผูกปมมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายต้องพึ่งฝีพระหัตถ์พระเจ้าเท่านั้น เหตุไฉน? จึงไม่เริ่มต้นด้วยการพึ่งพาพระเจ้าเสียแต่ต้น ด้วยการเชื่อฟัง และอีกหลายครั้งที่มนุษย์นั้นพยายามจะให้ทุกสิ่งเป็นไปตามแผนการและความคิดของตนเอง รวมถึงการบังคับ ควบคุม ด้วยการดิ้นรนให้สิ่งต่างๆ เป็นไปตามที่ตนเองคาดหวังไว้ … มิหนำซ้ำ บ้างก็อ้างพระเจ้า บ้างก็คิดว่าสิ่งนี้เป็นการทำเพื่อพระเจ้า ซึ่งในความเป็นจริง ตรวจสอบไม่ยากเลย นั่นคือ พระวจนะของพระเจ้าและสันติสุขที่อยู่ภายในตน เมื่อเราเดินตามพระเจ้าอย่างแท้จริง สันติสุขจะครอบครองเรา พระพรจะค่อยๆ หลั่งไหลเข้ามา แม้ว่าท่ามกลางอุปสรรคหรือปัญหา รวมถึงสิ่งที่ไม่เป็นไปตามที่คิดหวังไว้ แต่ภายในใจจะสัมผัสสันติสุขจากพระเจ้า จะมีความมั่นคงและมั่นใจ ในแต่ละย่างก้าว จะเห็นพระพรเป็นที่รองรับ ในทุกๆ ก้าวที่เดินไป ในทางตรงกันข้าม […]

พระเจ้าไม่เลือกคนที่ความสามารถ

ในสายพระเนตรพระเจ้าความสามารถไม่มีผลในการเลือกใช้เรา แต่การมีใจที่ยอมจำนน พระเจ้าสามารถทำและเพิ่มเติมทุกสิ่งในเราได้ พระเจ้ามีแผนการณ์ที่ดีเลิศสำหรับเราแต่ละคน ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาแล้ว ดังนั้นแสดงว่า… การที่ชีวิตเรา ได้รับการเลี้ยงดู การฝึกฝนอบรม การปูพื้นฐานในชีวิตจากครอบครัว การศึกษา สภาพแวดล้อมชีวิต…นั่นแหละคือ สิ่งที่พระเจ้าได้จัดเตรียมในชีวิตเรามาแล้วเป็นอย่างดี…. และนั่นแหละที่จะเป็นพื้นฐานหลักที่สอดคล้องกับการทรงเรียกที่พระเจ้าจะใช้เรา เมื่อเราก้าวเข้าสู่การรับใช้ในการทรงเรียกของพระเจ้าอย่างเจาะจงในตัวเรา จะค้นพบว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตที่เราเคยเรียน เคยมีประสบการณ์ เคยผ่านเรื่องราวต่างๆ กระบวนการสร้างชีวิตเหล่านั้น ถูกปลูกฝังจนกลั่นออกมาเป็นศักยภาพ ความสามารถ ความชอบเฉพาะตัว เฉพาะด้าน หล่อหลอมจนเป็นตัวตนของเราเอง…. นั่นแหละที่สามารถนำมาใช้ได้จริงกับการรับใช้ในการทรงเรียกของพระเจ้าที่มาถึงเป็นการส่วนตัว หรือที่เรียกว่า “เอกลักษณ์” ปกติพระเจ้ามีแบบแผนการเรียกใช้เรา จากสิ่งที่เราเป็น เพราะนั่นคือ… การทรงสร้างของพระเจ้า และเป็นการวางไว้ของพระเจ้าตั้งแต่แรกเริ่มอยู่แล้ว…. ดังนั้นความสามารถต่างๆ ที่ถูกใช้งานได้จริง มักมาจากพื้นฐานที่พระเจ้าให้เราได้เติบโตมาอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น ♥    โมเสส ต้องนำคนมากมาย จึงถูกเลี้ยงโดยกษัตริย์ เป็นกระบวนการสร้างของพระเจ้าสำหรับโมเสส ♥    ดาวิดต้องนมัสการ จึงชื่นชอบกับการเลี้ยงแกะตามท้องทุ่ง ได้เห็นและชื่นชมการทรงสร้างของพระเจ้า ท้องฟ้า ทุ่งหญ้า ฝูงแกะ แสงแดด เพื่อเข้าใจธรรมชาติการทรงสร้างของพระเจ้า ดาวิดจึงสรรเสริญพระเจ้าได้อย่างลึกซึ้ง ♥    เปาโลต้องประกาศยิว จึงเติบโตมาจากกิมาเอลฟาริสีผู้รอบรู้ด้วยพระคัมภีร์เป็นข้อมูล และการต้องอยู่ต่อหน้าเจ้าเมืองบ่อยๆ […]

คำอธิษฐาน : ขอพระสัญญา

“ข้าแต่พระเจ้าผู้เป็นหนึ่งเดียวในชีวิตของข้าพระองค์…♡♡♡ ข้าพระองค์ตื่นขึ้นเพื่อรับพระสัญญาของพระองค์… ข้าพระองค์หลับตาลงเพื่อระลึกถึงพระสัญญาของพระองค์… ข้าพระองค์ก้าวเดินเพื่อรับพระสัญญา และให้พระสัญญาของพระองค์มาถึงแล้ว มาถึงอีก ได้แล้วก็ ขออีก… ข้าพระองค์นมัสการ เพื่อระลึกถึงวันคืนและนาทีที่หวานชื่น รับกำลังจากพระองค์… ข้าพระองค์อธิษฐาน เพื่อให้เลือดเนื้อของข้าพระองค์ อยู่ต่อพระพักตร์พระองค์… ข้าพระองค์ทวงพระสัญญา เพราะมันจะไม่ช้าอยู่ เพื่อข้าพระองค์จะมอบเกียรติทั้งสิ้นแด่พระองค์แต่นามเดียว … ขอความโปรดปรานจากพระหัตถ์ของพระองค์ปกคลุมแผ่นดินโลกเช่นเดียวกับแผ่นดิน สวรรค์มาตั้งอยู่ ในนาม พระเยซูคริสต์เจ้า A-Men“ คำอธิษฐาน : ขอพระสัญญา 030214

เผชิญหน้ากับพระเจ้า

ในการเดินติดตามพระเจ้าของแต่ละคนนั้น  จำเป็นต้องมีช่วงเวลาที่เผชิญหน้ากับพระเจ้าด้วยตัวเอง   เพื่อจะสามารถกล่าวได้ว่า พระเจ้าเป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า ไม่ใช่แค่เพียงพระเจ้าของบรรพบุรุษ หรือผู้ที่ได้สอนเรามา หรือเพียงแค่ได้ยินมา   ตัวอย่างบุคคลในพระคัมภีร์   การเผชิญหน้ากับพระเจ้าของอิสอัค 1.    อิสอัค ♥    แม้เขาอายุ 30 ปีแล้ว อยู่ในบ้านของผู้ที่รักและมีประสบการณ์กับพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม ถึงขนาดได้รับการขนานนามว่า “สหายของพระเจ้า” (อับราฮัมผู้เป็นพ่อ)… แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามอิสอัคยังคงดำเนินชีวิตกับพระเจ้า แบบที่พระเจ้าเป็นพระเจ้าของบิดา สังเกตจากคำของเขามักเอ่ยว่า … “พระเจ้าของอับราฮัมบิดาของข้าพเจ้า” … และพระเจ้ามีแผนซ้อนแผน การเรียกให้อับราฮัมถวายอิสอัค ไม่เพียงแค่เป็นบททดสอบของอับราฮัมเท่านั้น แต่ยังเป็นการเรียกอิสอัคเข้าสู่การเผชิญหน้ากับพระเจ้าโดยตรง มีหรือ?? ชายหนุ่มอายุ 30 ปี จะไม่รู้ว่าพ่อมัดตัวเองทำไม?? … อาจใช่… ที่เขาไม่รู้ทั้งหมด แต่จากการอธิบายของพ่อได้บอกลูกว่า “จะถวายบูชาแด่พระเจ้า”  เมื่อถึงที่หมายเขามองหาแกะไม่เจอแต่ตนเองต่างหากที่ถูกมัดไว้บนแท่นนั้น … ♥    *** อิสอัครู้ได้ทันทีเลยว่าตนเองต่างหากที่พ่อนำมาเป็นเครื่องถวายบูชาแด่พระเจ้า แต่ในขณะนั้นเองการตัดสินใจเพียงเสี้ยวเดียวที่จะยอมทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าผ่านการกระทำของพ่อ และการยอมจำนนโดยไม่ขัดขืน แม้ในขณะนั้นเรี่ยวแรงของเขาอาจมากกว่าพ่อก็เป็นได้ เพราะเขาเป็นหนุ่มฉกรรจ์เต็มวัย 30  ส่วนพ่อก็ปาเข้าไปกว่า 130 แต่อิสอัคก็ยังคงอยู่ตรงนั้น  เหตุนี้เมื่อพระเจ้าทรงยับยั้งอับราฮัมที่มือเงื้อมออกจะปริดชีพลูกและส่งแกะมาแทนที่ […]

สวรรค์ : การเปิดเผยเพื่อปี 2013

เมื่อประตูบานใหญ่กว่าตัวหลายสิบเท่า (ขนาดที่แม้เอาคนหลายสิบคนมาดันก็ไม่รู้มันจะเปิดออกได้อย่างไร)ได้เปิดออกเอง ตัวที่แสนจิ้ดริดอย่างข้าพเจ้าก็ชะโงกหน้าผ่านช่องประตูที่เปิดออกเข้าไปดูว่าข้างในเป็นอย่างไร แต่กลับมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืดสนิท ครั้นจะถอยหลังก็ได้ยินเสียงดังกึกก้องว่าภายในประตูนั้นดังสวนออกมา “จงก้าวเข้ามา” เสียงนี้ดังกังวานจนชัดเจนมาก ใจหนึ่งของข้าพเจ้าคิดว่าไม่เห็นมีอะไรเลยจะก้าวเข้าไปทำไม มืดก็มืดมองอะไรก็ไม่เห็น แต่ไม่สามารถปฏิเสธเสียงนั้นได้ นอกจากจะดังกึกก้องแล้วยังชัดเจน เป็นเสียงที่คุ้นเคยที่ตัวข้าพเจ้าเองมักได้ยินเสมอๆ และมั่นใจว่าเสียงนี้เป็นมิตร นั่นคือ เสียงขององค์พระเยซู ผู้ที่เรานั่งคุยกันอยู่ทุกๆวัน ผู้ที่เราสัมพันธ์กันทุกๆ เวลา รู้และมั่นใจเช่นนั้นแล้ว จึงตัดสินใจก้าวเท้าเข้าสู่ประตูบานใหญ่ที่ภายในมองเข้าไปอัดแน่นไปด้วยความมืด… ทันทีที่เท้าของข้าพเจ้าก้าวเข้าสู่พื้นที่ด้านในของประตูความมืดก็ได้มลายหายไปอย่างอัศจรรย์ แล้วการปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบสีขาวขุ่นมัวก็แทนที่ สายน้ำหลั่งไหลมาจากไหนไม่รู้ทุกทิศทางเข้ามาสัมผัสกับปลายเท้าค่อยๆ เพิ่มระดับจากปลายเท้าขึ้นมาจนกระทั่งมิดกระตุ่มและเลยมาประมาณเกือบครึ่งน่อง สายน้ำนี้ช่างใสเหลือเกินใสจนกระทั่งเห็นแม้แต่เส้นเลือดที่ขาและเท้าของตัวเองอยู่ในน้ำ ความรู้สึกเย็นสบายและสดชื่นได้เข้าแทนที่ความลังเล ข้าพเจ้ายืนแช่อยู่อย่างนั้นโดยไม่ขยับเขยื้อนไปไหนทั้งสิ้น สักพักก็ได้ยินเสียงเรียกดังขึ้นอีกครั้ง “ลูกหญิงของเราเอ๋ย จงก้าวเข้ามาอีก” เสียงพระเยซูทรงตรัสอีกครั้ง แต่ยังมองไม่เห็นพระองค์เลย ด้วยเมฆหมอกที่ปกคลุมอยู่รายรอบตัวจนมองไม่เห็นทางข้างหน้าเลยนอกเสียจากเวลาที่ก้มมองดูน้ำที่เท้าของตนเองเท่านั้นที่ชัดเจน แต่คราวนี้ข้าพเจ้าไม่อิดออดเลย ก้าวออกไปด้วยความมั่นใจว่าจะตามเสียงนั้นไปจนถึงต้นทางของเสียงเรียก ทันทีทันใดที่เริ่มก้าวเท้าออกทางข้างหน้าที่ปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกก็ถูกแหวกออกและเปลี่ยนเป็นทอแสงสีทองเหลืองส้มอร่ามดุจดังดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้นจากภูเขาและเส้นขอบทะเล แต่ความสว่างนั้นสดใสกว่าหลายร้อยหลายพันเท่า เป็นแสงสีทองที่ทอตามเส้นทางทำให้เห็นเส้นทางที่จะก้าวเดินออกไปได้อย่างชัดเจน ไม่เพียงเท่านั้นข้าพเจ้าก้มหน้ามองดูที่สายน้ำ สายน้ำใสปิ้งได้กลายเป็นสายน้ำสีทองที่เป็นเหมือนทองคำที่กำลังถูกหลอมอยู่ในเตาไฟ แต่มันไม่ร้อนเลยสักนิดกลับรู้สึกเย็นสบายและโล่งกว่าเดิมเสียอีก คราวนี้แหละการก้าวต่อไปก็เต็มไปด้วยความมั่นใจ มองไปข้างหน้าเห็นร่างคนๆ หนึ่งกำลังยืนรออยู่ ….นั่นเอง!! ต้นเสียงที่ร้องเรียกให้ข้าพเจ้าก้าวเข้าไปหา องค์พระเยซูทรงยืนรอด้วยรอยยิ้มที่แสนอบอุ่น ใบหน้าของพระองค์บ่งบอกว่ารักและภูมิใจในตัวของข้าพเจ้ามาก แม้จะยังไม่มีคำพูดใดๆ ออกมาจากปากของพระองค์อีกครั้ง แต่เวลานั้นเองที่ข้าพเจ้าเร่งฝีเท้าอยากไปให้ใกล้และถึงพระองค์เร็วยิ่งขึ้น แต่อีกใจนึงก็รู้สึกถึงความสบายและอบอุ่นอยากจะแช่อยู่อย่างนี้ อยากจะนั่งลงแทนการก้าวเดินเสียจริงๆ แต่ก็ไม่สามารถหยุดเท้าของตัวเองได้เพราะใจมันปรารถนาและพุ่งตรงไปที่พระเยซูเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งบังคับให้ฝีเท้ายิ่งเร่งๆเข้าไป […]

สวรรค์ : บัลลังก์พิพากษา

ขณะนี้ข้าพเจ้าได้ยืนอยู่ด้านหลังบัลลังก์พิพากษา ทันทีที่รู้ตัวว่าตัวเองยืนอยู่ตรงนี้ก็เริ่มพยายามจะขยับตัวเพื่อไปอยู่ในส่วนที่คนอื่นเขายืนกัน แต่เสียงอันหนักแน่นขององค์พระผู้เป็นเจ้าดังขึ้น “เจ้าจงยืนอยู่ตรงนั้น และมองดูสิ่งที่เราจะให้เจ้าเห็นกับตา เจ้าสามารถนำความเหล่านี้ไปบอกผู้คนได้ถึงสิ่งที่เจ้ามองเห็น” องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัส… ในขณะที่ข้าพเจ้ายืนอยู่ด้านหลังบัลลังก์มองเห็นเพียงเบื้องหลังพนักพิงของบัลลังก์ที่ใหญ่โตและน่าเกรงขามสะท้อนออกมา เท้าก็อ่อนแรงด้วยเหตุที่ใจภายในยำเกรงและสั่นกลัวว่าตนเองยืนอยู่ผิดที่ผิดทาง เนื่องจากครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเคยมาที่หน้าบัลลังก์นี้แล้ว  แต่การมาครั้งนั้นข้าพเจ้าได้ยืนอยู่เบื้องล่างต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้าแบบตัวต่อตัวและรายล้อมไปด้วยบรรดาทูตสวรรค์ แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เวลานี้สิ่งที่ตาเห็น บวกกับใจที่สั่นคร้ามภายใน ทำให้ร่างกายทรุดลงถึงดิน ขาที่เปลี้ยด้วยหมดแรง ทูตสวรรค์ 2 ตนเข้ามาประคองแขนข้าพเจ้าให้ลุกขึ้นยืนและกล่าวข้างหูเบาๆ ว่า “อดทนไว้ และมองดูทุกรายละเอียดให้มากที่สุด องค์พระผู้เป็นเจ้ากำลังจะเปิดเผยกับท่าน”… ข้าพเจ้าใช้เวลาสักครู่ในการพยายามวางความกลัวลง และพยายามพยุงตัวให้ยืนให้มั่น แต่ถึงกระนั้นขาก็ยังคงเปลี้ย ทูตสวรรค์ทั้ง 2 ยังคงพยุงแขนทั้ง 2 ข้างของข้าพเจ้าทั้งซ้ายขวา จนกระทั่งขาข้าพเจ้าเริ่มมาเรี่ยวแรงมากขึ้นๆ พอจะพยุงตัวเองอยู่ ข้าพเจ้าพยายามสอดส่ายสายตากวาดมองไปรอบๆ และเก็บรายละเอียดในองค์ประกอบต่างๆ ที่ตาเห็นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้  ภายในรับรู้ได้ทันทีว่ากำลังที่ทำให้สามารถยืนอยู่ได้ในขณะนี้มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ประทับอยู่เบื้องหน้าของข้าพเจ้า ใจภายในภาวนาแต่เพียงว่า “นี่แค่ด้านหลังยังขนาดนี้เลย โอ้ววว ช่วยข้าพระองค์ด้วย โปรดเถิด โปรดด้วย อย่าปล่อยข้าพระองค์ไว้” สิ่งที่เห็นเป็นดังนี้ ผู้คนจำนวนมากใส่ชุดสีขาวโพลนดูสว่างไสวสวยงามไปหมดยืนอยู่เต็มพื้นที่เบื้องล่างหน้าบัลลังก์ ความขาวนั้นสะท้อนออกมา แวววาวระยิบเป็นประกายสีขาวสว่างไสว ดั่งมีเรืองแสงได้ด้วยตัวมันเอง ข้าพเจ้าพยายามเปรียบเทียบความขาวเหล่านี้จากโลก แต่ก็หา ใดๆ ในโลกมาเปรียบเพื่ออธิบายก็ไม่ได้   ความขาวสว่างไสวของชุดที่แต่ละคนใส่ไม่เท่ากัน […]

อย่ากลัวที่จะต้องนับ 1 ใหม่อีกครั้ง‏

วันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ข้าพเจ้าได้เรียนรู้จักพระองค์มากยิ่งขึ้น เข้าใจในหลายด้านหลายมุมหลายเวลากับพระองค์มากขึ้น การก้าวไปเรื่อยๆบางครั้งดูเหมือนเป็นความมั่นคงในสิ่งที่พระเจ้าให้เรา แต่บางครั้งเราเองก็ไม่รู้ตัวเลยว่าในเสรีภาพที่พระเจ้ามอบให้กับเรานั้นอาจ มีบางอย่างเป็นช่องโหว่ และด้วยช่องโหว่นั้นเองเราแทบไม่รู้ตัวหรืออาจรู้ตัวแต่ยังไม่ทันได้จัดการ กับสิ่งเหล่านั้นให้อยู่หมัด และเมื่อใดก็ตามที่เราเผลอหรือละเลยสิ่งเหล่านั้น ความระมัดระวัง ก็ห่างไกลไปจากเราพอจะเหลือที่ว่างให้กับศัตรูหรือจุดอ่อนที่พร้อมจะโผล่ ขึ้นมา แต่เมื่อเสียงของพระเจ้ามาถึงเรา ไม่ว่าจะด้วยหนทางใด วิธีการใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการเตือนจากใครสักคน สถานการณ์บางอย่างที่บางชี้มาที่เราอย่างเด่นชัด หรือสิ่งใดที่สะกิดสิ่งเหล่านั้นให้โผล่ขึ้นมา … ดูเหมือนมันช่างขัดแย้งกับสิ่งที่พระเจ้ามอบให้เราเวลานั้น หรือขัดแย้งกับสิ่งที่พระเจ้าเปิดเผยกับเรา ความขัดแย้งในตัวเองจะโผล่ขึ้นมามีผลกระทบต่อความมั่นคงในพระเจ้าของเราได้ ทันที ความสับสนเข้ามาปนเปกับความจริงของพระเจ้า … ในเวลาเหล่านั้นดูเหมือนเราล้มลง เราอาจล้มลงจริงๆก็ได้ การเสียศูนย์และการสูญเสียบางสิ่งก็เข้ามาในเรา … มันไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยสักนิดในสายพระเนตรพระเจ้าเพราะนั่นเป็นสิ่งที่พระองค์ตั้งใจทำ ตั้งใจเปิดเผยให้เราได้รับรู้เพื่อเราจะหันหัวเรือของเราเสีย พระเจ้าไม่ได้ต้องการให้เราไปถึงเส้นชัยโดยที่มีบางสิ่งบางอย่างไม่ถูกต้อง จะมีประโยชน์อะไรหากเราไปถึงเส้นชัยนั้นโดยมีตำหนิ??  พระเจ้าของเราผู้บริสุทธิ์จะรับสิ่งที่มีตำหนิบางด้านได้อย่างไร?? อย่างเช่น ที่พระองค์ไม่สามารถจะรับของถวายจากคาอินได้ฉันใดก็ฉันนั้น …. แล้วเราจะแคร์อะไรกับการเริ่มต้นใหม่??? หากเราเริ่มต้นใหม่ไม่ได้…เป็นไปได้หรือไม่ที่ – เราหยิ่งเกินกว่าจะถ่อมลง?? – เรายึดพระพรมากกว่าผู้ให้พระพรหรือไม่?? – เกียรตินั้นเรายึดไว้สำหรับเราหรือพระองค์กันแน่?? – เรารู้อยู่แล้วว่าอะไรคือตำหนิ แต่กลับยอมรับมันไม่ได้?? – เราไม่มั่นใจในพระเจ้า (อาจไปไกลถึงการไม่เชื่อว่าพระเจ้าถูกต้อง 100%) – … แต่ไม่ว่าเหตุผลของเราคืออะไรก็ตามมันไม่สำคัญ […]