กลัวเพี้ยน

By | 2015/09/19

ในพระคัมภีร์ไม่ได้ให้การเน้นน้ำหนักที่กลัวคนเพี้ยน แต่เน้นน้ำหนักส่วนใหญ่ที่หมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดับการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ … เพราะเป็นเรื่องที่แต่ละคนต้องรับผิดชอบตัวเองกับพระเจ้า เป็นความรับผิดชอบที่ต้องเติบโต และพัฒนาขึ้น ความรับผิดชอบตกแก่บุคคลนั้นๆ ไม่ใช่ ผู้นำหรือผู้ชี้แนะ เว้นเสียแต่พ่อแม่รับผิดชอบเลี้ยงดูลูก สามีรับผิดชอบภรรยา

คนยิวก็ไม่กลัวเพี้ยน เพราะพวกเขามีพื้นฐานพระคำ
ยิวมี 2 ขั้วเลย คือ เชื่อกับหลงเจิ่น ไม่มีเชื่อแต่เพี้ยน

การสอนคนให้รู้จักตรวจสอบทุกสิ่งด้วยพระคำ เป็นการสอนของยิว

ทุกคนต้องรู้และท่องจำพระคำ เพื่อตนเอง พวกเขาคิดแต่เพียงว่า…
?ทำอย่างไรจึงจะทำตามพระวจนะของพระเจ้าได้ … พวกเขาไม่มีความสงสัยใดๆ เลย เพราะพื้นฐานความเชื่อมาจากการมั่นใจว่าพระคำมาจากพระเจ้า
เขาจะคิดว่า… ?ทำอย่างไรให้พระพรที่พระคำกล่าวไว้นั้นเป็นจริงในชีวิตส่วนตัว … ดังนั้นทุกคนมุ่งเน้นแค่ตนเองและครอบครัว คนที่มุ่งเน้นคนอื่น มีแค่ ฟาริสีเท่านั้น

การสอนของพวกเขาเน้นความรู้ความเข้าใจและความล้ำลึกแห่งถ้อยคำมากยิ่งขึ้น พวกเขาจะชันสูตรทุกสิ่งจากพระคำที่เขารู้

ตัวอย่าง บุคคลในพระคัมภีร์มักอ้างพระคำ อ้างถึงบัญญัติ เป็นการสะท้อนถึงการมีฐานความรู้เรื่องพระคำและบัญญัติของพระเจ้าในชีวิตของเขาเอง ดังนั้นจึงทำให้เกิดความมั่นคง และสามารถแยกแยะสิ่งที่ผิดจากพระวจนะของพระเจ้าออกไปได้

 

กลัวเพี้ยน

1.    ความรับผิดชอบในการรักษาชีวิตและเดินติดตามพระเจ้าเป็นของเราแต่ละคนเอง ไม่ใช่ของผู้นำ พ่อแม่ คริสตจักร ดังนั้น ทุกคนจำเป็นต้องระมัดระวังรักษาทางของตน รวมถึงหาทุกทางในการปกป้องตนเอง เช่น ศึกษาพระคำ รู้พระวจนะ และพระสัญญาของพระเจ้า

2.    หากคนเดินติดตามพระเจ้าอย่างสุดใจ รักพระเจ้าจริงๆ โอกาสเพี้ยนย่อมยาก … การเพี้ยนเกิดขึ้นกับคนต่างชาติ ยังไม่มีในยิวเอง เนื่องจากคนต่างชาติไม่ศึกษาพระคำเอง ชอบฟังจากคนอื่น มีคนป้อนให้ ดังนั้นจึงแค่รับข้อมูล เชื่อในข้อมูล แทนเชื่อในพระเจ้า แท้จริงพระคำมีฤทธิ์เดชในการปกป้องคนของพระเจ้าด้วยอยู่แล้ว ใครก็ตามที่มีพระคำก็มีสิทธิอำนาจการต่อกรนี้ในมือ

3.    บางครั้งการกลัวเพี้ยนมากจนเกินไป ทำให้จำกัดกรอบในการเรียนรู้และพัฒนาความเข้าใจ โดยเฉพาะ การนิยาม คำว่า “เพี้ยน” มักเกิดจาก การที่คนอื่นไปไกลกว่าตน หรือมีประสบการณ์มากกว่าตน หรือมีประสบการณ์ ความคิดเห็นบางด้านที่แตกต่างไปจากตน … แต่อาจไม่ได้ผิดไปจากพระคัมภีร์ก็ได้

ยุคปัจจุบัน พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานมากมายจึงมีหลายสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้น ไม่สามารถยึดติดอยู่กับสิ่งเดิมๆ หรือประสบการณ์เดิมๆ ได้อีกต่อไป หากไม่ผิดจากพระคัมภีร์ ก็ไม่แปลกที่เราควรเปิดใจออกเรียนรู้และยอมรับซึ่งกันและกัน เพื่อเสริมสร้างกันให้ครบถ้วนและสมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเดินกับพระเจ้าในแง่ชุมชนมากกว่าเสียด้วยซ้ำ

4.    การระมัดระวังที่สำคัญที่สุด คือ การระมัดระวังตนเอง ไม่ใช่การชี้เป้าไปที่คนอื่น ไม่ใช่การคอยระวังชีวิตคนอื่น แต่เผลอเลอและหย่อนยานต่อตนเอง

มธ.7:3-5
3ทำไมท่านมอง‍เห็นผงในตาพี่‍น้องของท่าน แต่กลับมองไม่เห็นไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของท่าน?
4ท่านจะกล่าวกับพี่‍น้องได้อย่าง‍ไรว่า ‘ให้ฉันเขี่ยผงออก‍จากตาของเธอ?’ ทั้งๆ ที่มีไม้ทั้งท่อนอยู่ในตาของท่านเอง
5คนหน้า‍ซื่อ‍ใจ‍คด จงชักไม้ทั้งท่อนออกจากตาของท่านก่อน แล้วท่านจะเห็นได้ถนัด จึงจะเขี่ยผงออกจากตาพี่‍น้องของท่านได้

หากเราแต่ละคน…
… รักที่จะเดินติดตามพระเจ้าอย่างสุดใจ
… หากเรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์คอยทำงานอยู่ภายใน ซึ่งพระองค์จะไม่ยอมปล่อยให้เราหลงทางเป็นแน่ จะทรงเตือนและนำเรากลับมาเสมอ
… หากเราศึกษาพระคำเป็นการส่วนตัวไม่ขาด
ก็เพียงพอต่อการระแวดระวังชีวิตตนเองในการเดินกับพระเจ้าแล้ว เพราะบรรพบุรุษในความเชื่อก็ใช้เพียงแค่นี้ด้วยเช่นกัน เขาไม่ได้สร้างระบบอะไรขึ้นมามากมาย ไม่ได้มีอะไรมากมาย นอกจาก การเดินติดตามพระเจ้าอย่างสุดจิต สุดใจ สุดกำลังความคิดของเขา …  การแสวงหาพระเจ้า การเชื่อฟังพระเจ้า และการรักษาบัญญัติ

5.    อย่ามัวแต่หวาดระแวงจนกระทั่งเป็นเหตุทำให้ปิดกั้นการเคลื่อนไหว หรือการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในตัวตนเอง และผู้อื่น จนกระทั่งทำให้ไม่สามารถมีประสบการณ์ตรงกับพระเจ้าได้ … ฟาริสีต่างก็รู้ข้อมูลมากมาย แต่ปราศจากซึ่งประสบการณ์ตรงกับพระเจ้า แล้วการเดินติดตามพระเจ้านั้น จะเพื่อสิ่งใดกันเล่า???

6.    ประสบการณ์บางอย่าง ความรู้ความเข้าใจในความล้ำลึกบางเรื่อง พระเจ้าเจาะจงในการให้กับบางคนเท่านั้น เป็นสิทธิพิเศษที่มีมาถึงเราแต่ละคนอย่างเจาะจง ดังนั้นหากมัวแต่วัดว่าเรื่องนี้แปลกประหลาด คนหมู่มากไม่ได้รับ ไม่เห็นมีใครเคยได้รับ ก็จะทำให้ปิดกั้นในสิ่งที่พระเจ้าเลือกที่จะทำกับเราแต่ละคนอย่างเจาะจง

ดังเช่น
เปโตรเดินบนน้ำได้ >> ก็ไม่มีใครในโลกเคยทำได้ หรือได้รับเช่นเดียวกัน ก็ใช่ว่าเขาเพี้ยน
หญิงโลหิตตก ได้รับการรักษาผ่านการแตะต้องแค่ชายฉลองพระองค์ >> ก็ไม่มีใครเคยทำแบบนั้นมาก่อนเช่นกัน
โมเสสแหวกทะเลแดงได้ >> ก็ไม่มีใครในประวัติศาสตร์โลกทำได้ เช่นเดียวกับเขาเลย
เอลียา ถูกรับไป โดยไม่ผ่านความตาย >> ก็ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกเพี้ยน แต่กลับเป็นอัศจรรย์ที่น่าทึ่ง

อีกหลายเรื่องมากมายนับร้อยพัน ที่ปรากฏให้เห็นในพระคัมภีร์ แล้วจะมีหมายสำคัญอัศจรรย์อย่างเจาะจง ที่มาถึงเราซึ่งเป็นผู้เชื่อของพระองค์บ้างไม่ได้เชียวหรือ??? และเหตุไฉน??? จึงว่าเพี้ยนเล่า

 

 

26/09/2014  01:24

 

 

0Shares