Tag Archives: ชีวิตคริสเตียน

น้ำพระทัยพระบิดา

หลายครั้งพ่อแม่ไม่ได้เห็นด้วยกับสิ่งที่ลูกทำ แต่ที่ยอมให้ทำ เพราะเห็นแก่ลูก ดุจเช่นเดียวกันกับพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ หลายครั้งพระองค์ไม่ได้มีน้ำพระทัย หรือว่า เห็นด้วยกับสิ่งที่เราเลือกเดิน เลือกกระทำ แต่พระองค์ก็ยังคงคอยปกป้องและดูแลเราเป็นอย่างดี นั่นเพราะทรงเห็นแก่เรา ด้วยความรักที่แสนมั่นคงไร้เงื่อนไขของพระองค์ แต่มนุษย์เรา หรือ ลูกน้อย บางครั้งก็หาได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจไม่ แต่กลับมองเห็นช่องทางความรักนั้น เพื่อตักตวงผลประโยชน์อันเป็นการทำตามใจตนเอง แทนที่จะเติบโตขึ้นในการเรียนรู้ว่าสิ่งใดควร ไม่ควร สิ่งใดควรรีบกลับใจใหม่ แต่ไม่ว่าพ่อแม่ หรือ พระเจ้า จะทรงเปี่ยมพระคุณ หรือ เต็มล้นไปด้วยความรักสักเพียงใด ก็ไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางของผลแห่งการกระทำ หรือ เลือกตัดสินใจของมนุษย์ได้ *** พระเจ้าทรงตั้งกฎหนึ่งซึ่งไม่มีสิ่งใดล้มล้างได้ คือ กฎแห่งการหว่าน ไม่ว่าเราจะหว่านสิ่งใด ย่อมได้รับสิ่งนั้นกลับมา สักวันหนึ่งอย่างแน่นอน แม้แต่ศักเคียสที่อยู่ต่อหน้าพระเยซูองค์พระบุตร ก็ยังต้องชดใช้สิ่งที่ตนเองหว่านในอดีต เพื่อให้ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในพระคริสต์ แน่นอนว่า เมื่อเราทำผิดพลาด หนทางแก้ไขที่ดีที่สุด คือ การกลับใจใหม่ เพราะพระเจ้าจะทรงเข้ามารื้อฟื้นสิ่งที่เราสูญเสีย ด้วยการสร้างใหม่เข้าแทนที่สิ่งที่สูญเสีย (ไม่ใช่ว่าเราจะไม่ต้องรับผลใดๆ) และจะทรงปลอบประโลมใจแก่ผู้ที่ถ่อมลง ในขณะที่ผู้ที่ยังคงหลงเพลิดเพลินกับการทำตามใจตนเอง โดยใช้ช่องพระคุณและความรัก กลับจะยิ่งห่างไกลพระพร และ สิ่งที่ดีที่สุด สำหรับตนเอง … […]

การรอคอยที่ยาวนาน

บางครั้งการช่วยกู้ของพระเจ้าก็ดูเหมือนจะยาวนาน มาไม่ถึงสักที … ไม่ใช่ว่า พระองค์ … ~ ไม่ทรงสามารถ ~ ไม่ทรงฤทธิ์เดช ~ หรือเพิกเฉยต่อเสียงร้องทูลของเรา แต่เพราะเราเองที่ยังไปไม่ถึงขนาดความเข้าใจ ยอมจำนน และ มอบถวายอย่างสุดตัว อีกทั้งเงื่อนไขบางประการยังไม่สำเร็จอย่างบริบูรณ์ (เหมือนดั่งที่พระเยซูถูกเฆี่ยนตีครั้งแล้วครั้งเล่า จนถูกตอกตะปู จนถูกตากแดดนานหลายชั่วโมง จนถึงลมหายใจสุดท้าย และสิ้นพระชนม์ลง นานถึง 3 วัน ความบริบูรณ์นั้นก็มาถึง การช่วยกู้ ก็ฟื้นคืนชีวิต และเสด็จสู่สวรรค์) พระเจ้าทรงสามารถทำทุกสิ่งได้ แม้ตายไปแล้วก็เรียกคืนได้ อยู่ที่ว่า ทางไหนคือ ดีที่สุด ซึ่งหลายครั้งก็เกินความเข้าใจของมนุษย์อย่างเรา โดยเฉพาะเรื่องที่เกิดกับตัวเอง ดังนั้นความอดทน และ ความหวังใจ เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีในระหว่างการรอคอยที่แสนจะยาวนาน (ในความรู้สึกของตนเอง) … เพราะแท้ที่จริงทุกสิ่งยังคงอยู่ในพระหัตถ์แห่งการควบคุมขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ทรงฤทธายิ่งใหญ่สูงสุด ดังนั้น จึงไม่มีคำว่า “สายเกินไป” อีกทั้งระหว่างทางจะได้พบ และ ได้รับพระคุณพระเจ้าที่ทรงช่วยเหลืออยู่เนืองๆ – เพื่อเตรียมชีวิตให้พรักพร้อมสำหรับการดีมากยิ่งขึ้น – เพื่อขยายฐานชีวิตให้สามารถรองรับสิ่งดีที่กำลังจะมาถึงอย่างรวดเร็ว และ มหาศาล […]

การรักษาชีวิตส่งผลต่อการเข้าหาพระเจ้าอย่างไร

เมื่อเราดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องและชอบธรรมปราศจากมลทินบาป ในเวลาที่เข้าเฝ้าพระเจ้าจะไม่ต้องใช้เวลาในการสารภาพบาป ชำระบาปผิด หรือกลับใจใหม่ยาวนาน แตกต่างกับคนที่ดำเนินชีวิตโดยปราศจากการรักษาทางของตนเองให้ถูกต้อง ทุกครั้งที่เข้าเฝ้าพระเจ้า จะต้องใช้เวลาและเสียเวลาอยู่กับการสำนึกผิด อยู่กับการเสียใจ ต่อความบาปผิดที่ได้กระทำ หรือมีส่วนร่วมอยู่เสมอ ตัวอย่าง :: ภาพของการแช่ออนเซ็น จะต้องมีการปรับอุณหภูมิร่างกายก่อนลงแช่ฉันใดก็ฉันนั้น ในการเข้าเฝ้าพระเจ้าทุกครั้งจะต้องมีการสำรวจตนเอง เพราะว่าเรากำลังเข้าเฝ้าพระองค์ผู้ทรงบริสุทธิ์ หากว่ามีสิ่งใดที่เป็นมลทินก็จะขัดขวาง ไม่ให้เราสามารถเข้าใกล้พระเจ้าได้ เปรียบเหมือนม่านในพระวิหาร หากเราสามารถรักษาชีวิตของตนเองอย่างดี ในทุกย่างก้าวในตลอดเวลา เมื่อเวลาที่เราเข้าเฝ้าหรือร้องทูลต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ก็จะทำให้ เราสามารถร้องทูลถึงความปรารถนา สิ่งที่ต้องการได้อย่างทันที อีกทั้ง จะทำให้การเปิดเผยและการสำแดงในก้าวต่อไป จากพระเจ้า ง่ายขึ้น   การรักษาชีวิตส่งผลต่อการเข้าหาพระเจ้าอย่างไร   1. เนื่องจากพระเจ้าผู้ทรงเป็นองค์บริสุทธิ์ ผู้ที่ได้รับการชำระเท่านั้น จึงสมควรแก่การเข้าเฝ้า หากว่าเราทำบาปผิด ก็ต้องรับการชำระ และกลับใจใหม่เสียก่อน ซึ่งกระบวนการนี้ จะประกอบไปด้วย การชำระ การกลับใจใหม่ การเยียวยา การหันหลังกลับ ซึ่ง ต้องออกมาจากจิตวิญญาณและความจริงภายใน เท่านั้น 2. ผู้ที่ได้รับการชำระ ให้สะอาดหมดจดแล้ว จำเป็นต้องรักษาความบริสุทธิ์นั้นไว้กับตัวให้นานที่สุดและมากที่สุด เพื่อจะก้าวสู่ step ต่อไป […]

เมื่อพบความอธรรม

การดำเนินชีวิตบนโลกที่เต็มไปด้วยความบาป ย่อมหลีกหนีไม่พ้น ที่จะพบเจอกับสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ไม่ชอบธรรม คนชั่วร้าย เหตุการณ์ที่ย่ำแย่ หรือ สิ่งที่เลวร้าย เมื่อพบความอธรรม … สิ่งที่ต้องทำ คือ ปกป้อง และ รักษาตนเองและครัวเรือนไว้ให้ดี ไม่ใช่ลุกขึ้นมาจัดการ เพราะเราก็เป็นมนุษย์ที่มีความจำกัดเหมือนกัน โดยเฉพาะความหยั่งรู้ ทุกมิติ ทุกกาลเวลา ทุกด้าน เมื่อเรารักษาทางของตนเอง พระเจ้าจะทรงรักษาและสงวนผู้ชอบธรรมไว้ด้วยพระองค์เอง ในขณะที่เมื่อถึงวาระเวลา ความอธรรมเหล่านั้นจะถูกจัดการด้วยพระหัตถ์ของพระเจ้า อียิปต์ ทำบาปอย่างดาษดื่น ก็ใช่ว่า จะต้องมีใครลุกขึ้นมาจัดการอียิปต์ ในขณะนั้นอิสราเอลได้แต่เฝ้าร้องทูลต่อพระเจ้า การดูแลมาถึงทุกๆ วัน แม้ยังไม่ถึงวาระพ้นสภาพเหล่านั้น การอวยพร ด้านอาหารก็ไม่ขาด การอวยพรด้านการขยายพงษ์พันธุ์ ก็ยิ่งทวีคูณ จนกระทั่งแม้แต่อียิปต์ยังหวั่นกลัวว่าจะเป็นภัยถึงตัว และในทางกลับกัน ก็หาใช่ว่าอิสราเอลจะไม่เคย หรือ ไม่ได้ทำผิดเลย… • พวกเขาเก่งด้านการบ่นต่อว่าพระเจ้า • พวกเขาเปรียบเทียบพระเจ้ากับหยากเยื่อของอียิปต์ ด้วยกระเทียม • พวกเขาไม่เชื่อฟังพระเจ้าอย่างสุดใจ • วรีกรรมของพวกเขามากเหลือเกิน ตลอดเส้นทางเข้าสู่คานาอัน ทั้งๆ ที่เป็นช่วงที่ต้องพึ่งพาพระเจ้าสุดใจ แต่ก็ยังอหังการ […]

วิถีแห่งพระพรที่ยืนยาว

ผลประโยชน์ที่ล่อแหลมก็เปรียบเหมือนการกินเนื้อส่วนที่ไหม้ คิดว่า “ไม่เป็นไร” “เพราะเสียดาย” แต่มันจะค่อยๆ สะสมและส่งผลในบั้นปลาย ทำให้สุขภาพย่ำแย่ ตัดทอนอายุที่ยืนยาวให้สั้นลง บั่นทอนสุขภาพ ด้วยโรคร้าย เช่นมะเร็ง ต้องใช้ชีวิตแบบเก็บกินผลแห่งความเสียดายในสิ่งที่ไม่ควร และไม่คุ้ม ชีวิตคริสเตียนก็เช่นกัน หลายครั้งตนเองบั่นทอนพระพรที่ควรได้รับอย่างเต็มขนาดและเต็มจำนวน ให้เหลือเพียงแค่ส่วนเดียว หรือเสี้ยวเดียว หรืออาจไม่ได้รับเลย … อันเนื่องจาก เสียดายผลประโยชน์บางเรื่อง บางอย่าง ที่ขัดกับพระวจนะและน้ำพระทัยพระเจ้า การดำเนินชีวิตมักสอดคล้องกับสิ่งที่ได้รับเสมอ คริสเตียนจำนวนมากปรารถนาพระพรอย่างเต็มล้น แต่ไม่ค่อยระมัดระวังการรักษาชีวิต และ การตัดสินใจ เลือกกระทำ หรือไม่กระทำ เลือกมีส่วนร่วม หรือไม่ควรมีส่วนร่วม … บางครั้ง การดำเนินชีวิตก็ขัดแย้งกับเงื่อนไขพระพรของพระเจ้า โดยหลงลืมไปว่า พระเจ้า ทรงเป็นเอกภาพ ไม่ทรงขัดแย้งในพระองค์เอง ทั้งด้านพระลักษณะหรือพระสัญญาก็ตาม ดังนั้นการรักษาชีวิตและใคร่ครวญ ในแต่ละย่างก้าว จึงเป็นเรื่องที่ควรตระหนักและให้ความสำคัญอย่างมาก บางสิ่งอาจรับผลในระยะเวลาอันสั้น แต่บางสิ่งดูเหมือนไม่เป็นไร ไม่มีอะไรเกิดขึ้น อาจจะเห็นผลในบั้นปลาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผลแห่งการหว่านย่อมเกิดขึ้น อย่างแน่นอน เพราะนี่คือ กฎพื้นฐานแห่งการทรงสร้างของพระเจ้าบนโลกนี้   วิถีแห่งพระพรที่ยืนยาว   1. […]

เสาเมฆและเสาเพลิง

พระเจ้าทรงนำอิสราเอลประชากรของพระองค์ด้วยเสาเมฆในเวลากลางวันและเสาเพลิงในเวลากลางคืน ในถิ่นทุรกันดารที่เริ่มต้นออกจากอียิปต์มุ่งสู่แผ่นดินคานาอัน เมื่อมีการนำของพระเจ้าอิสราเอล รื้อถอน เต้นท์ที่พักของตนเอง เพื่อเคลื่อนไปตามการทรงนำของพระเจ้าในทันที แต่เมื่อไม่มีการทรงนำของพระเจ้า พวกเขาพักและดื่มกินอยู่ในบริเวณนั้น โดยที่สายตาจับจ้องไปที่เสาเมฆและเสาเพลิงอยู่เสมอ เพื่อจะไม่พลาดจากการทรงนำของพระเจ้า การทรงนำของพระเจ้าจะชัดเจนโดดเด่น เพื่อให้ประชากรของพระองค์เห็นอย่างชัดเจน เพื่อทำให้เห็นหนทางการตอบสนองพระเจ้าอย่างชัดเจน เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าแห่งความชัดเจน ไม่ทรงคลุมเครือ … ดังนั้นการทรงนำของพระองค์ก็เช่นกัน จะทรงนำอย่างชัดเจน เพียงแต่คนของพระเจ้า ต้องจับจ้องและจดจ่อไปที่เสาเมฆและเสาเพลิงนั้น หมายถึงการทรงนำนั้น ไม่ว่าจะเป็นเวลาใด ไม่ว่าจะมืดหรือสว่าง พระองค์ทรงมีวิธีและหนทางในการทรงนำให้แก่เรา อพยพ 13:21-22 21 พระยาห์เวห์เสด็จนำทางพวกเขาในเวลากลางวันด้วยเสาเมฆ และในเวลากลางคืนด้วยเสาเพลิง ให้พวกเขามีแสงสว่างเพื่อจะเดินทางได้ทั้งกลางวันและกลางคืน 22 พระองค์ไม่ได้ทรงให้เสาเมฆในเวลากลางวันและเสาเพลิงในเวลากลางคืนคลาดจากเบื้องหน้าประชากรเลย   เสาเมฆและเสาเพลิง 1.    อิสราเอลเคลื่อนย้ายตนเองอย่างทันที เมื่อมีการทรงนำของพระเจ้ามาถึง พวกเขาไม่อิดออด ไม่บิดเบือน ไม่ต่อรอง หรือไม่ยืดเวลาออกไป ลักษณะการสร้างเต้นท์เพื่ออยู่อาศัยของพวกเขา จึงต้องพร้อมเสมอสำหรับการเคลื่อนย้าย… การดำเนินชีวิต ของเราเองก็เช่นกัน ควรเตรียมพร้อมเสมอ เมื่อการทรงนำของพระเจ้ามาถึงเรา อย่างเจาะจง ควรพร้อมในการก้าวและเคลื่อนไปกับพระเจ้าอย่างทันท่วงที อย่าพยายามสร้างสิ่งใดที่สามารถถ่วงหรือหยุดตนเองเอาไว้ ทำให้ไม่สามารถตอบสนองพระเจ้าอย่างทันที หรือต้องยืดเยื้อออกไป รวมไปถึงการผ่านเลยที่จะไม่ตอบสนองพระเจ้า 2.    เมื่อไม่มีการทรงนำของพระเจ้า […]

วิถีของนก

นกไม่กลัวฝน ในยามที่ฝนตก มันจะเกาะกิ่งไม้และทำความสะอาดขนของมัน พร้อมทั้ง รับความชุ่มฉ่ำ จากสายฝน แต่หากฝนตกหนัก ลมแรง นกจะบินไปหาที่หลบซ่อน แล้วรอจนกว่าฝนจะซาลง เพื่อออกมาเล่นน้ำฝน รับความสดชื่นชำระล้างปีกของมัน ไซร้ตามซอก รายละเอียดของปีกให้สะอาด นกไม่พร่ำบ่นเวลาแห้งแล้ง เมื่อถึงเวลาที่ที่ประจำของมันแห้งแล้ง ไม่มีอาหารจะกิน หรือไม่เพียงพอ มันจะย้ายถิ่น เพื่อหาอาหารดำรงชีวิต มันไม่พร่ำบ่นต่อสิ่งเลวร้ายหรือแย่ๆ แล้วทนอยู่ตรงนั้น แต่มันจะขวนขวายออกหาที่ใหม่ๆ ที่มีอาหาร เพียงพอต่อการดำรงชีพของมัน วิถีของนก 1.    มันไม่บ่นพร่ำเพรื่อ มันมีชีวิตอย่างมีสุขได้ ท่ามกลางสภาพแวดล้อม ของมันเอง •    เมื่อใดก็ตามที่สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย >> มันจะเพิ่มความขยัน เพื่อหาแหล่งใหม่ๆ ในการดำรงชีพของมันเอง •    เมื่อใดก็ตามที่สภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย >> มันจะใช้ชีวิตแบบชิวๆ เพื่อเก็บกินสิ่งเหล่านั้นด้วยความสวยงาม •    เสียงนกร้องจึงเป็นเสียงแห่งความไพเราะของธรรมชาติ อีกทั้งยังสะท้อนถึงสภาพ รอบๆ ด้วยซ้ำ 2.    มันไม่จำกัดตนเอง โดยการขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม แต่มันเรียนรู้ที่จะดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางทุกสภาพ ได้อย่างดี 3.    มนุษย์จำนวนมาก ติดนิสัยการพร่ำบ่น […]

ดุลยภาพของพระเจ้า

พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งต่างๆ และสร้างสิ่งต่างๆ อย่างสมบูรณ์ พร้อมสรรพ ไม่มีสักส่วนหนึ่งส่วนใดที่ขาดตกบกพร่อง แม้ในความไม่สมบูรณ์ของแต่ละสิ่ง แต่เมื่อมารวมกันจะสมบูรณ์อย่างลงตัว ตัวอย่างเช่น เรื่องของคนจน พระเจ้าก็ให้คนมีมากกว่า มีใจเมตตาในการช่วยเหลือและมอบให้ อีกทั้งพระคุณของพระเจ้าจะมีถึงเขา ในเรื่องของการเลี้ยงดูอย่างไม่ขาดสาย เรื่องของผู้นำ ย่อมมีผู้ตามและมีการสนับสนุนในหลายๆ ด้าน มีศิษยาภิบาล ย่อมมีทีมอธิษฐาน มีเบื้องหน้าย่อมมีเบื้องหลัง มีแนวรบย่อมมีแนวรับ เหตุที่มนุษย์ไม่ได้ทำตามที่พระเจ้าวางไว้อย่างแท้จริง จึงมีสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เหมือนดั่งเชือกที่เป็นปมไม่ถูกแก้ ยิ่งแย่ตามวิถีของตนเอง ยิ่งเป็นการผูกปมมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายต้องพึ่งฝีพระหัตถ์พระเจ้าเท่านั้น เหตุไฉน? จึงไม่เริ่มต้นด้วยการพึ่งพาพระเจ้าเสียแต่ต้น ด้วยการเชื่อฟัง และอีกหลายครั้งที่มนุษย์นั้นพยายามจะให้ทุกสิ่งเป็นไปตามแผนการและความคิดของตนเอง รวมถึงการบังคับ ควบคุม ด้วยการดิ้นรนให้สิ่งต่างๆ เป็นไปตามที่ตนเองคาดหวังไว้ … มิหนำซ้ำ บ้างก็อ้างพระเจ้า บ้างก็คิดว่าสิ่งนี้เป็นการทำเพื่อพระเจ้า ซึ่งในความเป็นจริง ตรวจสอบไม่ยากเลย นั่นคือ พระวจนะของพระเจ้าและสันติสุขที่อยู่ภายในตน เมื่อเราเดินตามพระเจ้าอย่างแท้จริง สันติสุขจะครอบครองเรา พระพรจะค่อยๆ หลั่งไหลเข้ามา แม้ว่าท่ามกลางอุปสรรคหรือปัญหา รวมถึงสิ่งที่ไม่เป็นไปตามที่คิดหวังไว้ แต่ภายในใจจะสัมผัสสันติสุขจากพระเจ้า จะมีความมั่นคงและมั่นใจ ในแต่ละย่างก้าว จะเห็นพระพรเป็นที่รองรับ ในทุกๆ ก้าวที่เดินไป ในทางตรงกันข้าม […]

ขอบเขตของตนในการทำดี

คนเรามักไม่ค่อยรู้จักขอบเขตของตนเองและไม่ค่อยรับผิดชอบในขอบเขตที่ตนเองสามารถแก้ไขได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อพบเห็นปัญหาบางอย่าง มักโทษองค์รวม โดยไม่ได้มองว่าตนเองจะแก้ไขอะไรในส่วนของตนได้ จึงส่งผลให้เกิด 2 สิ่ง… คือ… 1.    ไม่ทำในส่วนของตนเอง 2.    พยายามจะไปแก้ส่วนใหญ่ ที่เกินขอบเขตของตน ซึ่งแทบจะไม่มีผลอะไรเลย อันเนื่องจากพลังและกำลังของตนอันแสนน้อยนิด เหตุนี้เองจึงทำให้รู้สึกบั่นทอนและหมดกำลังใจในการทำดี หากเราแต่ละคนจัดการและกระทำสิ่งต่างๆ ในขอบเขตของตนเอง จะเป็นการยากมากๆ ที่จะทำให้เลิกราหรือเลิกล้มในการทำดี หลายสิ่งหลายอย่างสามารถเริ่มต้นได้ ด้วยขอบเขตของตนเอง ตัวอย่างเช่น หากสังคมไม่ดี เราสามารถสร้างครอบครัวของเราให้อบอุ่นได้ การเริ่มต้นเช่นนี้ก็เริ่มต้นด้วยตนเองภายในขอบเขตครอบครัวของตนเอง ต่อให้สังคมจะแย่เพียงใด เราจะสามารถมีความสุขได้ท่ามกลางขอบเขตที่ตนเองสามารถรับผิดชอบ ในทางตรงกันข้ามคนที่ไม่รู้จักขอบเขตของตน จะมัวแต่โทษสังคม โดยไม่เริ่มต้นที่จะสร้างพื้นฐานครอบครัวของตนเอง ให้ดี ให้แข็งแรง และให้ปลอดภัย ดังนั้นจึงต้องรับผลกระทบจากสังคมอย่างเต็มๆ ในขณะเดียวกัน หากเราแต่ละคนทำในขอบเขตของตนเอง โดยการสร้างครอบครัวให้แข็งแรง ให้อบอุ่น ทุกครอบครัวทำเช่นนี้ องค์รวมจะถูกเปลี่ยนเอง สังคมจะถูกเปลี่ยนเอง วันนี้เราได้ทำส่วนของตนเองหรือยัง? ได้ทำในขอบเขตของตนเองมากน้อยสักเพียงใด? หรือเพียงแค่ พยายามจะทำในสิ่งที่ไม่ใช่ขอบเขตของตนเอง? หรือปล่อยผ่าน ไม่ทำเลยสักสิ่งเดียว? คริสเตียนก็เช่นกันเราอาจไม่สามารถเปลี่ยนโลกทั้งโลกนี้ได้ หากพระเจ้าไม่ได้ใช้เราให้เป็นคนยิ่งใหญ่ขนาดนั้น แต่เราสามารถจัดการและสร้างในส่วนที่เป็นขอบเขตของตนเอง ใช้ชีวิตของตนเอง สร้างครอบครัวของตนเอง สร้างชุมชนของตนเอง […]

การภาวนา 2

คริสเตียนจำนวนมาก รู้จักการอธิษฐานแบบเป็นรูปแบบ  แต่เมื่อมีความจำกัด ด้านเวลา สถานที่ หรือภาระกิจที่รัดตัว ทำให้ไม่สามารถอธิษฐาน หรือนมัสการพระเจ้าได้อย่างเต็มรูปแบบ ก็ไปต่อไม่เป็น >>> ส่งผลให้เกิดการฟ้องผิดภายในจิตใจว่า ไม่สามารถใกล้ชิดพระเจ้าได้ตามรูปแบบที่เคยดำเนิน เคยเป็น หรือ เคยทำเป็นประจำ ทั้งนี้ ต่างก็มีใจปรารถนาและแสวงหาพระเจ้าอยู่เป็นเสมอ แต่ทำไม? ความรู้สึกภายในกลับตีกันกับ ความรู้ที่เคยชิน โดยลืมไปว่า … พระเจ้าทรงมีนามว่า “เราเป็น” นั่นหมายความว่า พระองค์ทรงรู้ทุกสิ่งในสิ่งที่เราเป็น ในทุกขณะ แม้แต่ความจำกัด อุปสรรคหรือปัญหา ทรงชันสูตรจิตใจภายในและตรวจค้นสิ่งเหล่านั้นโดยองค์พระวิญญาณของพระเจ้าที่อยู่ภายในเรา พระเจ้าทรงมองดูไม่เหมือนกับที่มนุษย์มอง ทรงมีมาตรวัด ไม่เหมือนที่มนุษย์วัด มนุษย์มักมองดูแต่ภายนอกสนใจแต่รูปแบบ โดย ลืมเนื้อหาภายในหรือท่าที่ในใจ ทำให้มนุษย์มักกำหนดกะเกณฑ์สิ่งต่างๆ แล้วครอบตนเองและผู้อื่นไว้ในกฎเกณฑ์ที่ตนเองตั้งเอาไว้เอง… แต่แท้จริงพระเจ้า ไม่ได้สนใจภายนอกเทียบเท่ากับภายใน เมื่อทรงชันสูตรภายในแล้ว ค้นพบว่าจิตใจภายในหิวกระหายและแสวงหาพระเจ้า นั่นก็เพียงพอต่อการมีความสัมพันธ์กับพระองค์ 1 ซามูเอล 16:7  แต่พระเยโฮวาห์ตรัสกับซามูเอลว่า “อย่ามองดูที่รูปร่างหน้าตาหรือที่ความสูงแห่งร่างกายของเขา ด้วยเราไม่ยอมรับเขา เพราะพระเยโฮวาห์ทอดพระเนตรไม่เหมือนกับที่มนุษย์ดู ด้วยว่ามนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอก แต่พระเยโฮวาห์ทอดพระเนตรจิตใจ” เราไม่จำเป็นต้องคิด หรือ กำหนดรูปแบบที่ตายตัวในการเข้าหาพระเจ้า […]