Tag Archives: ข้อคิดการดำเนินชีวิตคริสเตียน

พักให้เป็น

2017-11-16 Diary Life พักให้เป็น วันนี้อยากแบ่งปันเรื่องการพัก เมื่อก่อนนู้น เราเป็นคนที่พักไม่เป็น เนื่องจากเติบโตมาจากครอบครัวคนจีนที่ต้องทำงานหนัก และ ทำงานมากๆ การพักถือเป็นเรื่องใหญ่เหลือเกิน เพราะมันหมายถึงรายได้ที่หายไป จากการหาเช้ากินค่ำ ซึ่งแม้ตัวเองจะโตมาและทำงานแบบได้เงินเดือน ก็ยังรู้สึกว่า พักไม่เป็นอยู่ดี ทำงานจนป่วยหนักมากๆ ขนาดที่น้ำหนักลดฮวบ 20 กว่ากิโลกรัมภายใน 2 เดือน เป็นลมได้ทุกที่ ทุกเวลา กินอาหารก็อาเจียน นอนก็หลับไม่สนิท หมอบอกว่า “ใช้ร่างกายเกินขีดจำกัด” จนกระทั่งแต่งงาน … สามี เป็นคนที่เปลี่ยนทัศนคติของเราโดยสิ้นเชิง ทำให้ผ่อนคลายอย่างมาก แม้ว่าเราจะอยู่ในสภาพหนี้สินท่วมหัว ครอบครัวเราก็ยังหาทางหยุดพัก เพื่อชาร์ตพลัง และ เติมกำลังใจให้กับตนเองเสมอๆ โดยที่เราตระหนักดีว่า เวลาที่เราต้องเผชิญปัญหาหรือสิ่งที่ย่ำแย่ เรื่องยากๆ กำลังใจที่ดีที่สุด คือ กำลังใจที่มาจากภายในตนเอง แม้ว่าใครจะพูดให้กำลังใจขนาดไหน ก็ไม่มีพลังเท่ากำลังใจจากภายในตนเอง และ หากมีกำลังใจที่หนักแน่นในตนเอง ต่อให้ต้องเจอกับคำพูดดูหมิ่น สถานการณ์เลวร้ายอย่างไร เราก็สามารถมองข้ามมันไปได้อย่างไร้ค่า   พักให้เป็น ในทุกๆ เดือนเราจะให้รางวัลตัวเองด้วยการเลี้ยงฉลอง […]

วิถีแห่งพระพรที่ยืนยาว

ผลประโยชน์ที่ล่อแหลมก็เปรียบเหมือนการกินเนื้อส่วนที่ไหม้ คิดว่า “ไม่เป็นไร” “เพราะเสียดาย” แต่มันจะค่อยๆ สะสมและส่งผลในบั้นปลาย ทำให้สุขภาพย่ำแย่ ตัดทอนอายุที่ยืนยาวให้สั้นลง บั่นทอนสุขภาพ ด้วยโรคร้าย เช่นมะเร็ง ต้องใช้ชีวิตแบบเก็บกินผลแห่งความเสียดายในสิ่งที่ไม่ควร และไม่คุ้ม ชีวิตคริสเตียนก็เช่นกัน หลายครั้งตนเองบั่นทอนพระพรที่ควรได้รับอย่างเต็มขนาดและเต็มจำนวน ให้เหลือเพียงแค่ส่วนเดียว หรือเสี้ยวเดียว หรืออาจไม่ได้รับเลย … อันเนื่องจาก เสียดายผลประโยชน์บางเรื่อง บางอย่าง ที่ขัดกับพระวจนะและน้ำพระทัยพระเจ้า การดำเนินชีวิตมักสอดคล้องกับสิ่งที่ได้รับเสมอ คริสเตียนจำนวนมากปรารถนาพระพรอย่างเต็มล้น แต่ไม่ค่อยระมัดระวังการรักษาชีวิต และ การตัดสินใจ เลือกกระทำ หรือไม่กระทำ เลือกมีส่วนร่วม หรือไม่ควรมีส่วนร่วม … บางครั้ง การดำเนินชีวิตก็ขัดแย้งกับเงื่อนไขพระพรของพระเจ้า โดยหลงลืมไปว่า พระเจ้า ทรงเป็นเอกภาพ ไม่ทรงขัดแย้งในพระองค์เอง ทั้งด้านพระลักษณะหรือพระสัญญาก็ตาม ดังนั้นการรักษาชีวิตและใคร่ครวญ ในแต่ละย่างก้าว จึงเป็นเรื่องที่ควรตระหนักและให้ความสำคัญอย่างมาก บางสิ่งอาจรับผลในระยะเวลาอันสั้น แต่บางสิ่งดูเหมือนไม่เป็นไร ไม่มีอะไรเกิดขึ้น อาจจะเห็นผลในบั้นปลาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผลแห่งการหว่านย่อมเกิดขึ้น อย่างแน่นอน เพราะนี่คือ กฎพื้นฐานแห่งการทรงสร้างของพระเจ้าบนโลกนี้   วิถีแห่งพระพรที่ยืนยาว   1. […]

มากที่ปรึกษา

การมากที่ปรึกษาโดยที่ตนเองปราศจากรากฐานของพระคำ ย่อมตกเป็นเหยื่อของผู้อวดรู้ และฟาริสี มากที่ปรึกษา คือ การเสริมสร้างส่วนที่ขาดความรู้ ความเข้าใจ ไม่ใช่การว่างเปล่าแบบไม่มีอะไรเลย แม้แต่กรอบล้อมรั้วชีวิตตน หากเป็นเช่นนั้น… จงนำความไปปรึกษาพระเจ้า พระองค์มีวิธีการสอนเราแต่ละคนอย่างแน่นอน เพราะทรงเป็นพระเจ้าที่ทรงพระชนม์อยู่และประทับอยู่ด้วย ตัวอย่างเช่น … ขันทีที่อ่านพระคำอิสยาห์ไม่เข้าใจ พระเจ้าจึงส่งฟีลิปมา เพื่อเสริมสร้างเขา = พระเจ้าไม่ละทิ้งและปล่อยให้ผู้ที่แสวงหาพระเจ้าด้วยความถ่อมใจ ต้องขาดสิ่งใดๆ โดยเฉพาะความเข้าใจในพระคำ กจ.8:26-40 26 แต่ทูตองค์หนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้าสั่งฟีลิปว่า “จงลุกขึ้น ไปยังทิศใต้ตามทางที่ลงไปจากกรุงเยรูซาเล็มถึงกาซา” (ซึ่งเป็นทางเปลี่ยว) 27 ฟีลิปก็ลุกไป และนี่แน่ะ มีขันทีชาวเอธิโอปคนหนึ่ง เป็นข้าราชการของพระนางคานดาสีพระราชินีของชาวเอธิโอป และเป็นนายคลังทรัพย์ทั้งหมดของพระราชินีองค์นั้น ท่านมานมัสการที่กรุงเยรูซาเล็ม 28 ขณะนั่งรถม้ากลับไปนั้น ท่านกำลังอ่านหนังสืออิสยาห์ผู้เผยพระวจนะอยู่ 29 พระวิญญาณตรัสสั่งฟีลิปว่า “จงเข้าไปชิดรถม้าคันนั้นเถิด” 30 ฟีลิปจึงวิ่งเข้าไปใกล้ และได้ยินท่านอ่านหนังสืออิสยาห์ผู้เผยพระวจนะ จึงถามว่า “ท่านเข้าใจสิ่งที่อ่านหรือไม่?” 31 ขันทีจึงตอบว่า “ถ้าไม่มีใครอธิบาย จะเข้าใจได้อย่างไร?” ท่านจึงเชิญฟีลิปขึ้นไปนั่งบนรถม้ากับท่าน 32 พระคัมภีร์ตอนที่ท่านอ่านอยู่นั้นคือข้อเหล่านี้ “ท่านถูกนำไปฆ่าเหมือนอย่างแกะ ลูกแกะนิ่งอยู่ต่อหน้าผู้ตัดขนของมันอย่างไร […]

วิถีชีวิตกำหนดพระพร

•    มีคนจำนวนมากที่เชื่อพระเจ้า แต่มีคนจำนวนน้อยที่เชื่อฟังพระเจ้า •    มีคนจำนวนมากอ่านพระคัมภีร์  แต่มีคนจำนวนน้อยที่ทำตามพระคัมภีร์ •    มีคนจำนวนมากอยากได้รับการอวยพร แต่มีคนจำนวนน้อย ที่ดำเนินชีวิต ให้เข้าเงื่อนไขพระพร •    มีคนจำนวนมากไม่อยากถูกแช่งสาบ แต่มีคนจำนวนน้อยที่ดำเนินชีวิต ไม่เกี่ยวข้องกับคำแช่งสาป การไม่ได้ระวังรักษาชีวิตเป็นอย่างดี การทำสิ่งต่างๆ โดยไม่ได้คิดคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หรือการดำเนินชีวิตโดยขาดการยั้งคิด สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อพระพร ทั้งด้านปริมาณ และด้านคุณภาพ พระพรด้านปริมาณ หมายถึง จำนวนพระพร ความถี่ของพระพร พระพรด้านคุณภาพ หมายถึง ขนาดของพระพรที่ได้รับเมื่อเทียบกับพระสัญญา หมายรวมถึง ความครบถ้วนทั้งด้านกายภาพ จิตใจ และจิตวิญญาณ มัทธิว 13:1-9 1 ในวันนั้นพระเยซูเสด็จจากบ้านไปประทับที่ชายทะเลสาบ 2 มีมหาชนมาหาพระองค์ พระองค์จึงเสด็จลงไปประทับในเรือ และฝูงชนทั้งหมดก็ยืนอยู่บนฝั่ง 3 แล้วพระองค์ก็ตรัสกับเขาทั้งหลายเป็นอุปมาหลายเรื่อง เป็นต้นว่า “นี่แน่ะ มีผู้หว่านคนหนึ่งออกไปหว่านพืช 4 และเมื่อเขาหว่าน เมล็ดพืชก็ตกตามหนทางบ้าง แล้วนกก็มากินเสีย 5 บ้างก็ตกในที่ซึ่งมีพื้นหิน มีเนื้อดินน้อย จึงงอกขึ้นอย่างเร็วเพราะดินไม่ลึก 6 […]

การชำระของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก

การชำระของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกด้วยการให้น้ำท่วมโลก เป็นการชำระความบาปและมลทินให้ทุกส่วน ทุกชีวิต ทุกพื้นที่ บนแผ่นดินนี้ ถูกชำระให้บริสุทธิ์เป็นการล้างอย่างหมดจด ไม่เหลือส่วนที่เป็นมลทิน แต่เนื่องจากพระเจ้าทรงสัญญากับโนอาห์ด้วยรุ้งว่า จะไม่ทำลายล้างเช่นนี้อีก ปฐก.9:8-17 8 พระเจ้าจึงตรัสแก่โนอาห์และบุตรทั้งหลายว่า 9 “นี่แน่ะ เราเองเป็นผู้ตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับพวกเจ้า และกับพงศ์พันธุ์ที่มาภายหลังเจ้า 10 และกับบรรดาสัตว์มีชีวิตที่อยู่กับพวกเจ้าด้วย ทั้งนกและสัตว์ใช้งานและสัตว์ป่าทั้งหมดที่อยู่กับพวกเจ้า จากสัตว์ทั้งปวงที่ออกจากเรือ คือสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลก 11 เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับพวกเจ้าว่าจะไม่ทำลายมนุษย์และสัตว์ทั้งปวงโดยให้น้ำท่วมอีก และจะไม่ให้มีน้ำมาท่วมทำลายโลกอีกต่อไป” 12 พระเจ้าตรัสว่า “นี่แหละเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญา ซึ่งเราให้ไว้ระหว่างเรากับพวกเจ้า และกับสัตว์มีชีวิตทั้งปวงที่อยู่กับพวกเจ้าสืบไปทุกชั่วอายุ 13 คือเราตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆ และรุ้งนั้นจะเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับโลก 14 เมื่อเราให้มีเมฆเหนือแผ่นดิน และมีรุ้งปรากฏขึ้นที่เมฆนั้น 15 เราจะระลึกถึงพันธสัญญาของเราที่ทำไว้ระหว่างเรากับพวกเจ้าและกับสิ่งที่มีชีวิต และสัตว์ทั้งปวง แล้วน้ำจะไม่ท่วมทำลายสัตว์ทั้งปวงอีกเลย 16 เมื่อมีรุ้งที่เมฆ เราจะดูรุ้งนั้น เพื่อระลึกถึงพันธสัญญานิรันดร์ระหว่างพระเจ้ากับสิ่งมีชีวิตและสัตว์ทั้งปวงซึ่งอยู่บนแผ่นดิน” 17 พระเจ้าตรัสแก่โนอาห์ว่า “นี่แหละเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาที่เราได้ตั้งไว้ระหว่างเรากับสัตว์ทั้งปวงซึ่งอยู่บนแผ่นดิน” วิธีการของพระเจ้าถูกเปลี่ยนไป เป็นการแยกออก จากเดิมพระองค์ชำระทั้งหมด ทำลายล้างทั้งสิ้นในสิ่งที่เป็นมลทินและเป็นความบาป แต่หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น การชำระของพระเจ้า คือ การแยกออก เป็นการแยกส่วน […]

การภาวนา 2

คริสเตียนจำนวนมาก รู้จักการอธิษฐานแบบเป็นรูปแบบ  แต่เมื่อมีความจำกัด ด้านเวลา สถานที่ หรือภาระกิจที่รัดตัว ทำให้ไม่สามารถอธิษฐาน หรือนมัสการพระเจ้าได้อย่างเต็มรูปแบบ ก็ไปต่อไม่เป็น >>> ส่งผลให้เกิดการฟ้องผิดภายในจิตใจว่า ไม่สามารถใกล้ชิดพระเจ้าได้ตามรูปแบบที่เคยดำเนิน เคยเป็น หรือ เคยทำเป็นประจำ ทั้งนี้ ต่างก็มีใจปรารถนาและแสวงหาพระเจ้าอยู่เป็นเสมอ แต่ทำไม? ความรู้สึกภายในกลับตีกันกับ ความรู้ที่เคยชิน โดยลืมไปว่า … พระเจ้าทรงมีนามว่า “เราเป็น” นั่นหมายความว่า พระองค์ทรงรู้ทุกสิ่งในสิ่งที่เราเป็น ในทุกขณะ แม้แต่ความจำกัด อุปสรรคหรือปัญหา ทรงชันสูตรจิตใจภายในและตรวจค้นสิ่งเหล่านั้นโดยองค์พระวิญญาณของพระเจ้าที่อยู่ภายในเรา พระเจ้าทรงมองดูไม่เหมือนกับที่มนุษย์มอง ทรงมีมาตรวัด ไม่เหมือนที่มนุษย์วัด มนุษย์มักมองดูแต่ภายนอกสนใจแต่รูปแบบ โดย ลืมเนื้อหาภายในหรือท่าที่ในใจ ทำให้มนุษย์มักกำหนดกะเกณฑ์สิ่งต่างๆ แล้วครอบตนเองและผู้อื่นไว้ในกฎเกณฑ์ที่ตนเองตั้งเอาไว้เอง… แต่แท้จริงพระเจ้า ไม่ได้สนใจภายนอกเทียบเท่ากับภายใน เมื่อทรงชันสูตรภายในแล้ว ค้นพบว่าจิตใจภายในหิวกระหายและแสวงหาพระเจ้า นั่นก็เพียงพอต่อการมีความสัมพันธ์กับพระองค์ 1 ซามูเอล 16:7  แต่พระเยโฮวาห์ตรัสกับซามูเอลว่า “อย่ามองดูที่รูปร่างหน้าตาหรือที่ความสูงแห่งร่างกายของเขา ด้วยเราไม่ยอมรับเขา เพราะพระเยโฮวาห์ทอดพระเนตรไม่เหมือนกับที่มนุษย์ดู ด้วยว่ามนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอก แต่พระเยโฮวาห์ทอดพระเนตรจิตใจ” เราไม่จำเป็นต้องคิด หรือ กำหนดรูปแบบที่ตายตัวในการเข้าหาพระเจ้า […]

กระบวนการชำระและสร้างใหม่

เวลาอาบน้ำ ไม่มีกำหนดกฎบังคับว่าต้องอาบกี่ขัน อาบกี่ครั้ง >> แต่อาบจนกว่าจะสะอาดหมดจด เวลากิน ไม่มีกำหนดว่ากินกี่คำ >> แต่กินจนกว่าจะอิ่ม เวลานอน ไม่มีข้อบังคับว่าต้องนอนมากน้อยแค่ไหน >> แต่พักจนกว่าจะมีแรงและสดชื่น การชำระและสารภาพบาปก็เช่นกัน ไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ว่า ต้องอธิษฐานกี่ครั้ง >> แต่ให้อธิษฐานจนกว่าตนเองจะมั่นใจว่า สะอาดแล้ว อิสยาห์ 1:18 พระ‍ยาห์‌เวห์ตรัสว่า“มา‍เถิด ให้พวก‍เราสู้‍ความกันถึงบาปของเจ้าเป็นเหมือนสี‍แดง‍เข้มก็จะขาวอย่างหิมะถึงมันจะแดงเหมือนผ้า‍แดงก็จะเป็นอย่างขน‍แกะ แท้ที่จริงฤทธิอำนาจโลหิตของพระเยซูบนกางเขนนั้นเปี่ยมพลัง สามารถยกโทษชำระเราแต่ละคนได้อย่างหมดจด ตั้งแต่ครั้งแรกและครั้งเดียว แต่เนื่องจากเราแต่ละคนมีขนาดความมั่นคงทางจิตใจ ในแต่ละเรื่องที่แตกต่างกัน ประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกัน ความเปราะบางและความเข้มแข็งในแต่ละด้านที่ต่างกัน ดังนั้นความมั่นใจในการชำระแต่ละคนจึงต่างกัน แม้ในตัวคนๆ เดียวกัน ก็อาจต่างกันในแต่ละเรื่อง แต่ละเวลาด้วยซ้ำ จึงไม่ควรท้อแท้ หรือปรักปรำตนเอง ในการใช้เวลารับการชำระจากพระเจ้า หากยาวนานกว่าคนอื่น หรือไม่ทันใจตนเอง >>> เพราะในขณะนั้นเรากำลังอยู่ในกระบวนการสร้าง การเยียวยา และการรื้อฟื้น ไปพร้อมๆ กัน เพื่อจะมีชีวิตใหม่ได้อย่างแท้จริง ตัวอย่าง  พระเยซูสอนเปโตรให้ยกโทษ 7×70 ครั้ง มัทธิว 18:21-22 21 ขณะนั้นเป‌โตรมาทูลพระ‍องค์ว่า […]

ตัวเร้าในบั้นปลายชีวิตของโมเสส

กดว.20:1-13 20:1 ชุมนุมชนทั้งหมดของคนอิสราเอลเข้ามาในถิ่นทุรกันดารศินในเดือนที่หนึ่งประชาชนพักอยู่ในคาเดช มิเรียมก็สิ้นชีวิตและฝังไว้ที่นั่น 20:2 ครั้งนั้นชุมนุมชนไม่มีน้ำ เขาประชุมกันว่าโมเสสและอาโรน 20:3 ประชาชนตัดพ้อต่อว่าโมเสสว่า “เมื่อพี่น้องเราตายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์นั้น เราตายเสียด้วยก็ดี 20:4 ท่านพาชุมนุมชนของพระเยโฮวาห์มาในถิ่นทุรกันดารนี้ให้ตายเสียที่นี่ทั้งตัวเราและสัตว์ของเราทำไม 20:5 และทำไมท่านจึงให้เราออกจากอียิปต์ นำเรามายังที่เลวทรามนี้ เป็นที่ซึ่งไม่มีพืช ไม่มีมะเดื่อ องุ่นหรือทับทิม และไม่มีน้ำดื่ม” 20:6 แล้วโมเสสและอาโรนออกจากที่ประชุมไปที่ประตูพลับพลาแห่งชุมนุมและซบหน้าลง และสง่าราศีของพระเยโฮวาห์ปรากฏแก่เขา 20:7 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า 20:8 “จงเอาไม้เท้าและเรียกประชุมชุมนุมชน ทั้งเจ้าและอาโรนพี่ชายของเจ้าและบอกหินต่อหน้าต่อตาประชาชนให้หินหลั่งน้ำดังนั้นเจ้าจะเอาน้ำออกจากหินให้เขาดังนั้นแหละเจ้าจะให้น้ำแก่ชุมนุมชนและสัตว์ดื่ม” 20:9 โมเสสก็นำไม้เท้าไปจากหน้าพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ดังที่พระองค์ทรงบัญชา 20:10 โมเสสกับอาโรนก็เรียกชุมนุมชนให้ไปพร้อมกันที่หิน โมเสสกล่าวแก่เขาว่า “เจ้าผู้กบฏจงฟัง ณ บัดนี้จะให้เราเอาน้ำออกจากหินนี้ให้พวกเจ้าดื่มหรือ” 20:11 และโมเสสก็ยกมือขึ้นตีหินนั้นสองครั้งด้วยไม้เท้า และน้ำก็ไหลออกมามากมาย ชุมนุมชนและสัตว์ของเขาก็ได้ดื่มน้ำ 20:12 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสและอาโรนว่า “เพราะเจ้ามิได้เชื่อเราจึงมิได้กระทำให้เราเป็นที่บริสุทธิ์ในสายตาของคนอิสราเอลเพราะฉะนั้นเจ้าจึงจะมิได้นำชุมนุมชนนี้เข้าไปในแผ่นดินซึ่งเราได้ให้แก่เขา” 20:13 น้ำนี้คือน้ำแห่งเมรีบาห์ เพราะว่าคนอิสราเอลได้ต่อว่าพระเยโฮวาห์ และพระองค์ทรงสำแดงความบริสุทธิ์ท่ามกลางเขา การเดินทางของอิสราเอลได้ผ่านพ้นช่วงเวลาต่างๆ ในถิ่นทุรกันดารมามาก กำลังก้าวเข้าสู่คานาอัน ซึ่งตั้งอยู่ตรงหน้า คนรุ่นเก่าๆ ทยอยตายลง จากการถูกคัดเลือกผ่านแต่ละเหตุการณ์ในถิ่นทุรกันดารตลอด […]

เรื่องของคนต้นคนปลาย

– เด็กที่มีพัฒนาการดีขึ้น ย่อมดีกว่า ผู้ใหญ่ที่ถดถอยลง – คนเล็กน้อยที่ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้น ย่อมน่าภาคภูมิใจกว่า คนใหญ่โตที่ถอยหลัง – คนทำอะไรไม่เป็นที่มีพัฒนาการมากขึ้น ย่อมชื่นใจกว่า คนเก่งกาจที่ถอยหลังลงเรื่อยๆ หรือหยุดการพัฒนา – เต่าที่ค่อยๆ คลาน ย่อมได้รับชัยชนะกว่า กระต่ายที่แอบหลับ คนต้นในวันนี้ หากละทิ้ง เกียจคร้าน ก็ย่อมถดถอย แม้อยู่กับที่ แต่ก็สามารถถูกแซงเพราะความเพียรอย่างไม่ลดละของคนสัตย์ซื่อ คนปลายในวันนี้อาจกลับกลายเป็นคนต้น ในสักวันก็เป็นได้ หากยังคงสัตย์ซื่อไม่ลดละ   เรื่องของคนต้นคนปลาย   1. รักษาระยะของตน ไม่หยุดนิ่ง ไม่ถอยหลัง ไม่เลิกรา 2. พากเพียร สัตย์ซื่อในทางของตน สิ่งเล็กน้อยจะค่อยๆ เติบโตขึ้น ทั้ง ความรู้ความเข้าใจ ประสบการณ์ ความสามารถ การครอบครองในสิ่งต่างๆ 3. เมื่อหลักการคนต้นคนปลายเป็นสิ่งที่พระเยซูทรงสอนด้วยพระองค์เอง นั่นแสดงว่า สำคัญและเป็นจริง ดังนั้นจงให้เกียรติกันและกัน เพราะหากวันหนึ่งคนปลายเติบโตขึ้นมาเป็นคนต้น จะไม่อายเพราะเหตุดูหมิ่นเขา หรือหากคนต้นถดถอยก็จะไม่ถูกเหยียบย่ำเพราะเหตุเคยหมิ่นชาวบ้านเขา 4. […]

ย้อนกลับ

บางคนได้แล้ว กลับละทิ้ง บางคนมีแล้ว แต่กลับยอมละทิ้งทั้งสิ้น หารู้ไม่ว่าเป็นการย้อนกลับไปยังจุดเดิมๆ การปล้ำสู้เพื่อให้ได้มาแต่ละสิทธิอำนาจ หมายถึง กาต่อสู้กับเนื้อหนัง จุดอ่อน และหนามของตนเอง จนกระทั่งหันและดึงสายตาของพระเจ้ามาที่ตน ในเรื่องนั้นๆ เพื่ออวยพร.….. เป็นการต่อสู้แม้แต่ความดื้อรั้นของตนเองที่ต่อสู้พระเจ้า ความหยิ่งผยอง จนในที่สุด ก็ได้พบพระเจ้า ได้รับการสัมผัสแตะต้อง จนกระทั่งรู้เป็นแน่แท้ว่าสู้พระเจ้าไม่ได้ กายยอมจำนนจึงเกิดขึ้น >> การอวยพรของพระเจ้าจึงมาถึงด้วยเหตุแห่งการจำนนนี้ ปฐก.32:24-27 32:24 และยาโคบอยู่แต่ผู้เดียว และที่นั่นมีบุรุษผู้หนึ่งมาปล้ำสู้กับเขาจนเวลารุ่งสาง 32:25 และเมื่อพระองค์เห็นว่าพระองค์จะเอาชนะเขาไม่ได้ พระองค์จึงถูกต้องที่เบ้ากระดูกต้นขาของเขา และเบ้ากระดูกต้นขาของยาโคบก็เคล็ด เมื่อเขาปล้ำสู้กับพระองค์อยู่นั้น 32:26 และพระองค์ตรัสว่า “ปล่อยให้เราไปเถิดเพราะใกล้สว่างแล้ว” และเขาพูดว่า “ข้าพเจ้าไม่ยอมให้พระองค์ไป นอกจากพระองค์จะอวยพรแก่ข้าพเจ้า” 32:27 และพระองค์ได้ตรัสกับเขาว่า “เจ้าชื่ออะไร” และเขาพูดว่า “ยาโคบ” แต่พอนานวันเข้า ซ้ำร้ายบางครั้งผ่านไปแค่เพียงชั่วครู่ ก็กลับหลงลืมสิ่งเหล่านั้นที่ได้มา ยอมละทิ้ง เพื่อแลกกับสิ่งที่ไม่คู่ควร – ตำแหน่ง – ความอยากได้ – การยอมรับ – ความไม่รู้อันอ้างไม่ขึ้น […]