Category Archives: สะท้อน bible

○ ข้อคิด บทเรียนที่ข้าพเจ้าได้รับจากพระคัมภีร์

เศรษฐีหนุ่ม

ชายผู้รู้ทุกสิ่ง มีทุกอย่าง แต่กลับต้องทุกข์ใจ เพราะไม่กล้าละทิ้งสิ่งที่มีเพื่อติดตามพระเยซูไป เขาจึงยังคงอยู่กับที่ เท่าเดิม แบบที่มี  ด้วยหัวใจปรารถนาอยากจะรู้จักพระคริสต์ที่อยู่ตรงหน้ามากขึ้น  ด้วยความหวังจะขยายขอบเขตชีวิตฝ่ายวิญญาณมากกว่าเดิม(ที่เป็นอยู่)  ด้วยใจถ่อมลงอยากจะได้รับคำตอบจากปากพระคริสต์ แต่คำตอบนั้นกลับทำให้เขาต้องทุกข์ใจ เพราะสารพัดสิ่งที่มีอยู่ในมือ ที่เคยเป็นประโยชน์เสมอมากลับกลายเป็นอุปสรรคฉุดรั้งในการตอบสนองพระเจ้าซะอย่างนั้น มธ.19:16-22 16 นี่แน่ะ มีคนหนึ่งมาทูลพระองค์ว่า “ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าจะต้องทำความดีอะไรบ้าง จึงจะได้ชีวิตนิรันดร์?” 17 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ท่านถามเราถึงสิ่งที่ดีทำไม? ผู้ที่ดีมีแต่ผู้เดียว ถ้าท่านต้องการจะเข้าสู่ชีวิตก็ให้ถือรักษาพระบัญญัติไว้” 18 คนนั้นทูลถามว่า “คือพระบัญญัติข้อไหนบ้าง?” พระเยซูตรัสว่า “‘ห้ามฆ่าคนห้ามล่วงประเวณีผัวเมียเขาห้ามลักทรัพย์ ห้ามเป็นพยานเท็จ 19 จงให้เกียรติบิดามารดาของตน และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง’ ” 20 ชายหนุ่มคนนั้นทูลพระองค์ว่า “ข้าพเจ้ารักษาข้อเหล่านั้นทุกข้ออยู่แล้ว ข้าพเจ้ายังขาดอะไรอีกบ้าง?” 21 พระเยซูตรัสกับเขาว่า “ถ้าท่านต้องการจะเป็นคนดีพร้อม จงไปขายทรัพย์สิ่งของที่ท่านมีอยู่แจกจ่ายให้คนยากจน แล้วท่านจะมีทรัพย์สมบัติในสวรรค์ และจงตามเรามา” 22 เมื่อชายหนุ่มได้ยินถ้อยคำนั้นก็ออกไปเป็นทุกข์ เพราะเขามีทรัพย์สินจำนวนมาก ลก.18:18-23 มก.10:17-22 ชายผู้นี้… • [...]

ทำให้เกิดผลบนโลก

ลก.19:11-27 19:11 เมื่อเขาทั้งหลายได้ยินเหตุการณ์นั้นพระองค์ได้ตรัสคำอุปมาเรื่องหนึ่งให้เขาฟังต่อไปเพราะพระองค์เสด็จมาใกล้กรุงเยรูซาเล็มแล้วและเพราะเขาทั้งหลายคิดว่าอาณาจักรของพระเจ้าจะปรากฏโดยพลัน 19:12 เหตุฉะนั้นพระองค์จึงตรัสว่า “มีเจ้านายองค์หนึ่งไปเมืองไกล เพื่อจะรับอำนาจมาครองอาณาจักรแล้วจะกลับมา 19:13 ท่านจึงเรียกผู้รับใช้ของท่านสิบคนมามอบเงินไว้แก่เขาสิบมินา สั่งเขาว่า ‘จงเอาไปค้าขายจนเราจะกลับมา’ 19:14 แต่ชาวเมืองชังท่านผู้นั้น จึงใช้คณะทูตตามไปทูลท่านว่า ‘เราไม่ต้องการให้ผู้นี้ครอบครองเรา’ 19:15 ต่อมาเมื่อท่านได้รับอำนาจครองอาณาจักรกลับมาแล้วท่านจึงสั่งให้เรียกผู้รับใช้ทั้งหลายที่ท่านได้ให้เงินไว้นั้นมาเพื่อจะได้รู้ว่าเขาทุกคนค้าขายได้กำไรกี่มากน้อย 19:16 ฝ่ายคนแรกมาบอกว่า ‘ท่านเจ้าข้า เงินมินาหนึ่งของท่านได้กำไรสิบมินา’ 19:17 ท่านจึงพูดกับเขาว่า ‘ดีแล้ว เจ้าเป็นผู้รับใช้ที่ดี เพราะเจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย เจ้าจงมีอำนาจครอบครองสิบเมืองเถิด’ 19:18 คนที่สองมาบอกว่า ‘ท่านเจ้าข้า เงินมินาหนึ่งของท่านได้กำไรห้ามินา’ 19:19 ท่านจึงพูดกับเขาเหมือนกันว่า ‘เจ้าจงครอบครองห้าเมืองเถิด’ 19:20 อีกคนหนึ่งมาบอกว่า ‘ท่านเจ้าข้า ดูเถิด นี่เงินมินาหนึ่งของท่าน ซึ่งข้าพเจ้าได้เอาผ้าห่อเก็บไว้ 19:21 เพราะข้าพเจ้ากลัวท่าน ด้วยว่าท่านเป็นคนเข้มงวด ท่านเก็บผลซึ่งท่านมิได้ลงแรง และเกี่ยวที่ท่านมิได้หว่าน’ 19:22 ท่านจึงตอบเขาว่า ‘เจ้าผู้รับใช้ชั่ว เราจะปรับโทษเจ้าโดยคำของเจ้าเองเจ้าก็รู้หรือว่าเราเป็นคนเข้มงวด เก็บผลซึ่งเรามิได้ลงแรงและเกี่ยวที่เรามิได้หว่าน 19:23 ก็เหตุไฉนเจ้ามิได้ฝากเงินของเราไว้ที่ธนาคารเล่า เมื่อเรามาจะได้รับเงินของเรากับดอกเบี้ยด้วย’ 19:24 แล้วท่านสั่งคนที่ยืนอยู่ที่นั่นว่า [...]

ปฐก.8:1-5 พระเจ้าระลึกถึงโนอาห์

โนอาห์ไม่รู้ว่าน้ำท่วมโลกครั้งนี้จะใช้ระยะเวลานานแค่ไหน เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นบนโลก ไม่มีประวัติศาสตร์ให้ศึกษา ไม่มีใครให้ปรึกษา แต่เขาเชื่อฟังพระเจ้าอย่างสุดใจ ท่ามกลางความไม่รู้ และสภาวการณ์ที่เลวร้าย น่ากลัว ฝนที่กระหน่ำตกลงมาอย่างไม่ขาดสายเป็นระยะเวลายาวนานถึง 150 วัน อาหารบนเรือก็เริ่มจะร่อยหรอลงเรื่อยๆ ไหนจะบรรดาฝูงสัตว์ที่ต้องดูแล นั่นหมายถึงจำนวนเสบียงต้องถูกแบ่งให้กับทุกสิ่งที่มีชีวิตเหล่านั้นด้วย แต่มันเพียงพอ เพราะเมื่อถึงเวลาพระเจ้าจะทรงหันพระพักตร์มาเพราะทรงระลึกถึงโนอาห์ ท่ามกลางความเลวร้าย ที่ไม่อาจคาดเดา เวลาสิ้นสุดได้นั้น อย่าลืมว่านอกจากพระเจ้าจะทรงซ่อนเราในที่กำบังอันปลอดภัยแล้ว ทรงรู้ด้วยว่าเสบียงของเรามีมากน้อยเพียงใด และทรงมาก่อนเวลาที่จะหมดเกลี้ยงเป็นแน่ๆ       2015-09-16      

ตัวเร้าในบั้นปลายชีวิตของโมเสส

กดว.20:1-13 20:1 ชุมนุมชนทั้งหมดของคนอิสราเอลเข้ามาในถิ่นทุรกันดารศินในเดือนที่หนึ่งประชาชนพักอยู่ในคาเดช มิเรียมก็สิ้นชีวิตและฝังไว้ที่นั่น 20:2 ครั้งนั้นชุมนุมชนไม่มีน้ำ เขาประชุมกันว่าโมเสสและอาโรน 20:3 ประชาชนตัดพ้อต่อว่าโมเสสว่า “เมื่อพี่น้องเราตายต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์นั้น เราตายเสียด้วยก็ดี 20:4 ท่านพาชุมนุมชนของพระเยโฮวาห์มาในถิ่นทุรกันดารนี้ให้ตายเสียที่นี่ทั้งตัวเราและสัตว์ของเราทำไม 20:5 และทำไมท่านจึงให้เราออกจากอียิปต์ นำเรามายังที่เลวทรามนี้ เป็นที่ซึ่งไม่มีพืช ไม่มีมะเดื่อ องุ่นหรือทับทิม และไม่มีน้ำดื่ม” 20:6 แล้วโมเสสและอาโรนออกจากที่ประชุมไปที่ประตูพลับพลาแห่งชุมนุมและซบหน้าลง และสง่าราศีของพระเยโฮวาห์ปรากฏแก่เขา 20:7 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า 20:8 “จงเอาไม้เท้าและเรียกประชุมชุมนุมชน ทั้งเจ้าและอาโรนพี่ชายของเจ้าและบอกหินต่อหน้าต่อตาประชาชนให้หินหลั่งน้ำดังนั้นเจ้าจะเอาน้ำออกจากหินให้เขาดังนั้นแหละเจ้าจะให้น้ำแก่ชุมนุมชนและสัตว์ดื่ม” 20:9 โมเสสก็นำไม้เท้าไปจากหน้าพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ดังที่พระองค์ทรงบัญชา 20:10 โมเสสกับอาโรนก็เรียกชุมนุมชนให้ไปพร้อมกันที่หิน โมเสสกล่าวแก่เขาว่า “เจ้าผู้กบฏจงฟัง ณ บัดนี้จะให้เราเอาน้ำออกจากหินนี้ให้พวกเจ้าดื่มหรือ” 20:11 และโมเสสก็ยกมือขึ้นตีหินนั้นสองครั้งด้วยไม้เท้า และน้ำก็ไหลออกมามากมาย ชุมนุมชนและสัตว์ของเขาก็ได้ดื่มน้ำ 20:12 พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสและอาโรนว่า “เพราะเจ้ามิได้เชื่อเราจึงมิได้กระทำให้เราเป็นที่บริสุทธิ์ในสายตาของคนอิสราเอลเพราะฉะนั้นเจ้าจึงจะมิได้นำชุมนุมชนนี้เข้าไปในแผ่นดินซึ่งเราได้ให้แก่เขา” 20:13 น้ำนี้คือน้ำแห่งเมรีบาห์ เพราะว่าคนอิสราเอลได้ต่อว่าพระเยโฮวาห์ และพระองค์ทรงสำแดงความบริสุทธิ์ท่ามกลางเขา การเดินทางของอิสราเอลได้ผ่านพ้นช่วงเวลาต่างๆ ในถิ่นทุรกันดารมามาก กำลังก้าวเข้าสู่คานาอัน ซึ่งตั้งอยู่ตรงหน้า คนรุ่นเก่าๆ ทยอยตายลง จากการถูกคัดเลือกผ่านแต่ละเหตุการณ์ในถิ่นทุรกันดารตลอด [...]

การตัดสินของปีลาต

บางครั้งเราก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการตัดสินพิพากษาได้ โดยเฉพาะบุคคลที่ต้องรับบทบาทหน้าที่ หรือมีตำแหน่งที่ต้องจัดการสิ่งต่างๆ ในโลก ในคริสตจักร ในองค์กร หรือแม้แต่ในครอบครัว แต่เนื่องจากหลักการพระคัมภีร์บอกว่า อย่าตัดสินผู้อื่น เพราะผู้ที่มีสิทธินั้นคือองค์พระผู้เป็นเจ้าแต่นามเดียว แต่ในขณะเดียวกันพระคัมภีร์ก็ยกตัวอย่างของบุคคลที่มีบทบาหน้าที่และตำแหน่งนั้น เช่น กษัตริย์ ผู้นำ เจ้าเมือง – โมเสส >> ในการแบ่งคนตามพ่อตาแนะนำ อพย.18:14-26 18:14 และเมื่อพ่อตาของโมเสสเห็นงานทั้งปวงที่โมเสสกระทำเพื่อประชากรนั้น ท่านจึงพูดว่า “นี่ท่านใช้วิธีอะไรปฏิบัติกับประชากรเล่า เหตุไรท่านจึงนั่งตัดสินความอยู่แต่ผู้เดียว และประชากรทั้งปวงก็ยืนห้อมล้อมท่านตั้งแต่เช้าจนเย็น” 18:15 และโมเสสได้พูดกับพ่อตาของตนว่า “เพราะประชากรมาหาข้าพเจ้า เพื่อขอให้ทูลถามพระเจ้า 18:16 เมื่อพวกเขามีข้อโต้เถียงกันใด ๆ พวกเขาก็มาหาข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็ตัดสินความระหว่างเขาทั้งสองฝ่าย และข้าพเจ้าสอนพวกเขาให้รู้จักกฎเกณฑ์ทั้งหลายของพระเจ้าและพระราชบัญญัติต่าง ๆ ของพระองค์” 18:17 และพ่อตาของโมเสสได้พูดกับท่านว่า “วิธีการที่ท่านกระทำอย่างนี้ยังไม่ดี 18:18 ท่านจะอ่อนระอาใจเป็นแน่ ทั้งท่านและประชากรที่อยู่กับท่าน เพราะวิธีการนี้เหลือกำลังของท่าน ท่านไม่สามารถที่จะกระทำแต่ผู้เดียวได้ 18:19 บัดนี้ ขอฟังเสียงของเราบ้าง เราจะให้คำแนะนำแก่ท่าน และพระเจ้าจะทรงสถิตอยู่กับท่าน ท่านจงเป็นผู้แทนของประชากรต่อพระเจ้า เพื่อท่านจะนำความเหล่านั้นกราบทูลพระเจ้า 18:20 และท่านจงสอนพวกเขาให้รู้จักกฎทั้งหลายและพระราชบัญญัติต่าง [...]

เรื่องของความเชื่อ

ฮบ.11:1-3 11:1 บัดนี้ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นหลักฐานมั่นใจว่า สิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง 11:2 โดยความเชื่อนี้เอง พวกบรรพบุรุษก็ได้รับการรับรอง 11:3 โดยความเชื่อนี้เอง เราจึงเข้าใจว่า พระเจ้าได้ทรงสร้างกัลปจักรวาลด้วยพระดำรัสของพระองค์ ดังนั้นสิ่งที่มองเห็นจึงเป็นสิ่งที่เกิดจากสิ่งที่ไม่ปรากฏให้เห็น   เรื่องของความเชื่อ   รูปแบบของความเชื่อ   1. เชื่อในทันทีทันใด เป็นความมั่นใจในพระองค์ผู้ทรงตรัส แม้ยังไม่เห็น หรือแม้รู้ว่าปัญหาและอุปสรรคคือสิ่งใด ก็สามารถเชื่อได้อย่างง่ายๆ เพราะความเชื่อไม่ได้ขึ้นกับสภาวะการณ์หรือสิ่งที่มองเห็น แต่เชื่อในพระลักษณะแห่งความยิ่งใหญ่ ความสัตย์ซื่อ ความสัตย์จริง ของพระองค์ผู้ทรงทำสิ่งที่ไม่มีให้เกิดขึ้นได้ แต่ทำลายสิ่งที่มีให้หายไปได้เช่นกัน เป็นความมั่นใจในเอกสิทธิ์ของพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์อำนาจยิ่งใหญ่ ยน.11:40  พระเยซูตรัสกับเธอว่า “เราบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่า ถ้าเจ้าเชื่อ เจ้าก็จะได้เห็นสง่าราศีของพระเจ้า” เชื่อแล้วจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เป็นความเชื่อที่ไม่ผ่านหรือพึ่งกระบวนการทางทางสมอง แต่พึ่งกระบวนการทางใจ คือ ความไว้วางใจพระเจ้า   2. เชื่อแบบมีเงื่อนไข เป็นความเชื่อที่มีเมล็ดพันธ์ภายใน แต่เจือปนไปด้วยความสงสัย และประเมินจากประสบการณ์ สภาวการณ์ที่เป็นอยู่ ทำให้มีเงื่อนไขในความเชื่อ เช่น ต้องเกิดเช่นนี้ขึ้นจึงจะเชื่อ ดั่งโธมัส ต้องเห็นแล้วจึงเชื่อ , ดั่งบาลาอัม [...]

พระเจ้ารักโลทเสียเหลือเกิน

โลทใช้ชีวิตของตนท่ามกลางคนบาปชั่ว นับถือรูปเคารพ ทำผิดศีลธรรมทางเพศ ชีวิตของโลทฝักใฝ่และปรารถนาสิ่งของบนโลกมากกว่าอาณาจักรพระเจ้า แม้พื้นฐานชีวิตของโลทจะได้รับประสบการณ์ ได้รู้ ได้เห็นสิ่งที่พระเจ้าทรงทำและทรงเป็นอย่างมากมาย ผ่านอับราฮัมชายผู้รักและเชื่อฟังพระเจ้าอย่างสุดซึ้ง… แต่ถึงกระนั้นโลทก็มีความปรารถนาด้านเนื้อหนังอย่างแรงกล้า ปรารถนาและชื่นชอบสิ่งยั่วเย้าของโลก ปฐก.13:8-13 8 อับ‌รามจึงพูดกับโลทว่า “ขออย่าให้เราและคนเลี้ยงสัตว์ของเราทะเลาะกันเลย เพราะเราเป็นญาติ‍สนิท 9 ที่‍ดินทั้ง‍หมดอยู่ตรง‍หน้าเจ้าไม่‍ใช่หรือ? ขอให้เจ้าแยกไปจากเราเถิด ถ้าเจ้าไปทางซ้ายเราก็จะไปทางขวา หรือเจ้าจะไปทางขวา เราก็จะไปทางซ้าย” 10 โลทเงย‍หน้าแล‍ดูที่‍ลุ่มของแม่‍น้ำจอร์‌แดนทั้ง‍หมด เห็นว่ามีน้ำบริ‌บูรณ์อยู่ทุกแห่ง (นี่เป็นสภาพก่อนพระ‍ยาห์‌เวห์ทรงทำ‍ลายเมืองโส‌โดมและเมืองโก‌โม‌ราห์) เหมือนพระ‍อุทยานของพระ‍ยาห์‌เวห์ เหมือนแผ่น‍ดินอียิปต์ ในทิศที่จะไปทางเมืองโศ‌อาร์ 11 โลทจึงเลือกที่‍ลุ่มทั้ง‍หมดของแม่‍น้ำจอร์‌แดน โลทออกเดิน‍ทางไปทิศตะ‌วัน‍ออก ญาติ‍สนิททั้ง‍สองจึงแยกกันไป 12 อับ‌รามอาศัยอยู่ในแผ่น‍ดินคา‌นา‌อัน ส่วนโลทอาศัยอยู่ท่าม‍กลางเมืองต่างๆ ในที่‍ราบ และย้ายเต็นท์ไปตั้งถึงเมืองโส‌โดม 13 ผู้‍ชายเมืองโส‌โดมเป็นคนชั่ว‍ร้าย ทำผิด‍บาปต่อพระ‍ยาห์‌เวห์มาก ในขณะที่โลทมีโอกาสและสิทธิในการเลือกดินแดนก่อน …เขาเลือกดินแดนที่มองดูว่าอุดมดี แม้จะเต็มไปด้วยบาป เขาก็สามารถปิดตาของตนให้มองข้ามมันไป เพื่อจะได้ครอบครองแผ่นดินนั้น … เป็นที่แน่นอนว่าเขาย่อมรู้จักเมืองนั้นเป็นข้อมูลเบื้องต้นเป็นแน่ เพราะการอยู่บริเวณนั้นย่อมมีการสื่อสารที่ถึงกัน เมืองใกล้เคียงย่อมรับรู้ถึงกันเป็นแน่ ไม่มากก็น้อย เป็นการยากมากๆ ที่คนเราจะอยู่ท่ามกลางและแวดล้อมคนทำบาปชั่ว แล้วสามารถดำเนินชีวิตอย่างดี ไม่คล้อยตาม ไม่พลาดพลั้ง [...]

เครื่องถวายของคาอินกับอาแบล

ปฐก.4:2-7 4:2 นางได้คลอดบุตรอีกครั้งหนึ่งซึ่งเป็นน้องชายของเขาชื่ออาแบล อาแบลเป็นคนเลี้ยงแกะ แต่คาอินเป็นคนทำไร่ไถนา 4:3 อยู่มาวันหนึ่งปรากฏว่า คาอินได้นำผลไม้จากไร่นามาเป็นเครื่องบูชาถวายพระเยโฮวาห์ 4:4 เช่นกันอาแบลได้นำผลแรกจากฝูงแกะของเขาและไขมันของแกะ พระเยโฮวาห์ทรงพอพระทัยต่ออาแบลและเครื่องบูชาของเขา 4:5 แต่พระองค์ไม่ทรงพอพระทัยต่อคาอินและเครื่องบูชาของเขา และคาอินได้โกรธแค้นยิ่งนัก สีหน้าหม่นหมองไป 4:6 พระเยโฮวาห์ได้ตรัสแก่คาอินว่า “ทำไมเจ้าถึงโกรธแค้น และทำไมสีหน้าเจ้าหม่นหมองไป 4:7 ถ้าเจ้าทำดี เจ้าจะไม่เป็นที่ยอมรับหรอกหรือ ถ้าเจ้าทำไม่ดี บาปก็ซุ่มอยู่ที่ประตู มันปรารถนาในตัวเจ้า และเจ้าจะครอบครองมัน” คาอินและอาแบลต่างก็มีความปรารถนาและตั้งใจเป็นอย่างดีในการมอบถวายแด่พระเจ้าของเขา ??? แต่เหตุไฉน? จึงมีความแตกต่างในความพอพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าต่อเครื่องบูชาที่เขามอบถวาย คาอิน(ข้อ 2-3) มีอาชีพทำไร่ไถนาก็ไม่น่าจะแปลกที่เขานำสิ่งที่มีมาถวายแด่พระเจ้า ในขณะที่อาแบลก็นำสิ่งที่ตนมีจากอาชีพของตนเองเหมือนกันคือนำไขมันแกะมาถวายแด่พระเจ้า   เครื่องถวายของคาอินกับอาแบล   ความต่างคือ   1. คาอินเลือกผลทั่วๆ ไปมาถวาย แต่อาแบลเลือกผลแรกที่ดีที่สุด ผลหัวปีมาถวาย แน่นอนว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงสนพระทัยว่าสิ่งที่เราให้กับพระองค์จะใหญ่หรือเล็กเพียงใด ไม่ได้วัดคุณค่าสิ่งที่เรามอบถวายแด่พระองค์ด้วยมูลค่าที่มากกว่าหรือจำนวนที่มากกว่า *** แต่ทรงสนพระทัยที่ท่าทีในการคัดสรรและเลือกเฟ้นให้กับพระองค์ การเลือกสิ่งดียิ่งมากเพียงใด ใส่ใจรายละเอียดในการเลือกเฟ้นมากเพียงใด นั่นย่อมหมายถึงว่า … เราใส่ใจต่อผู้รับมากเพียงนั้น เราเห็นคุณค่าและให้ความสำคัญต่อผู้รับเพียงนั้นด้วย การถวายแด่พระเจ้านั้นไม่เพียงแค่การกระทำเพราะถึงเวลา [...]

พระเยซูกับศักเคียส

ลก.19:1-10 19:1 ฝ่ายพระเยซูจึงเสด็จเข้าเมืองเยรีโคและกำลังจะทรงผ่านไป 19:2 ดูเถิด มีชายคนหนึ่งชื่อศักเคียส ผู้ซึ่งเป็นนายด่านภาษีและเป็นคนมั่งมี 19:3 ศักเคียสพยายามจะดูให้เห็นพระเยซูว่าพระองค์เป็นผู้ใด แต่ดูไม่เห็นเพราะคนแน่น ด้วยเขาเป็นคนเตี้ย 19:4 เขาจึงวิ่งไปข้างหน้าขึ้นต้นมะเดื่อเพื่อจะได้เห็นพระองค์ เพราะว่าพระองค์จะเสด็จไปทางนั้น 19:5 เมื่อพระเยซูเสด็จมาถึงที่นั่น พระองค์ทรงแหงนพระพักตร์ดูศักเคียสแล้วตรัสแก่เขาว่า “ศักเคียสเอ๋ย จงรีบลงมา เพราะว่าเราจะต้องพักอยู่ในบ้านของท่านวันนี้” 19:6 แล้วเขาก็รีบลงมาต้อนรับพระองค์ด้วยความปรีดี 19:7 เมื่อคนทั้งปวงเห็นแล้วเขาก็พากันบ่นว่า “พระองค์เข้าไปพักอยู่กับคนบาป” 19:8 ฝ่ายศักเคียสยืนทูลองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า “ดูเถิด พระองค์เจ้าข้าทรัพย์สิ่งของของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ยอมให้คนอนาถาครึ่งหนึ่งและถ้าข้าพระองค์ได้ฉ้อโกงของของผู้ใด ข้าพระองค์ยอมคืนให้เขาสี่เท่า” 19:9 พระเยซูตรัสกับเขาว่า “วันนี้ความรอดมาถึงครอบครัวนี้แล้ว เพราะคนนี้เป็นลูกของอับราฮัมด้วย 19:10 เพราะว่าบุตรมนุษย์ได้มาเพื่อจะแสวงหาและช่วยผู้ที่หลงหายไปนั้นให้รอด” การเสด็จมาของพระเยซูนำความตื่นเต้นให้กับเมืองเยรีโคอย่างมาก ใครต่อใครก็อยากเจอพระเยซู อยากอยู่ใกล้พระองค์ ศักเคียสชายผู้มากด้วยผู้คนชิงชัง เพราะอาชีพที่เบียดบังคนอื่น นายด่านเก็บภาษี ชายคนนี้ก็อยากพบเจอพระเยซูเหมือนๆ กับคนอื่นๆ ด้วยความจำกัดด้านกายภาพ (ตัวเตี้ย) ไม่เป็นอุปสรรคในการทำให้เขาเลิกราความอยากรู้อยากเห็น ความปรารถนาอยากจะพบพระเยซูผู้เลื่องลือสักครั้ง อีกทั้งคนจำนวนมากต่างเบียดเสียดกัน เขาจึงปีนต้นมะเดื่อขึ้นไปหวังเพียงพบพระเยซู แต่ไกลๆ ก็ยังดี ได้เห็นเป็นเป็นขวัญตาก็พอใจแล้ว (ข้อ [...]

การเจิมของสาวก

สาวกมีสิทธิอำนาจที่พระเยซูมอบให้ ก่อนที่พระเยซูจะปล่อยสาวกออกไปประกาศ ไปรับใช้… ทรงสอน สร้าง และเจิมแล้ว นั่นหมายถึง เขาไปในนามพระเยซู สิทธิอำนาจที่พระเยซูรับรองและติดตามไป เหตุใดพระเยซูจึงตรัสว่า “คนในยุคนี้ช่างมีความเชื่อน้อยหรือเกิน” ผู้คนคิดว่าสาวกไม่มีความสามารถรักษาโรค หรือขับผีได้ ซึ่งแท้จริงเขาไม่รู้และไม่เชื่อเรื่องการเจิมของพระเยซูที่อยู่เหนือสาวกแล้ว เขามองว่าพระเยซูมีความจำกัดด้านมิติต่างๆ เขาไม่เชื่อว่าการเจิมและการติดตามของพระเยซูจะเป็นไปได้ ดังนั้นเขาจึงคิดว่าสาวกไม่มีทางทำได้ *** แท้จริงสาวกเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งเฉกเช่นเดียวกับเราทุกคน แต่เพราะการเจิมและฤทธิอำนาจของพระเยซูที่ไม่จำกัดด้วยรูปแบบ เวลา มิติ ดังนั้นสาวกจึงทำสิ่งต่างๆ ได้โดยการยอมให้พระองค์ทำผ่าน เท่าๆ กับผู้รับได้รับจากพระเยซูเองโดยตรง ไม่ใช่ได้จากสาวก (ผู้ที่วางมือหรืออธิษฐานเผื่อ) อีกที ลก.9:1-6 9:1 พระองค์ทรงเรียกสาวกสิบสองคนของพระองค์มาพร้อมกันแล้วทรงประทานให้เขามีอำนาจและสิทธิอำนาจเหนือผีทั้งปวงและรักษาโรคต่าง ๆให้หาย 9:2 แล้วพระองค์ทรงใช้เขาไปประกาศอาณาจักรของพระเจ้า และรักษาคนเจ็บป่วยให้หาย 9:3 พระองค์จึงตรัสสั่งเขาว่า “อย่าเอาอะไรไปใช้ตามทาง เช่น ไม้ตะบอง หรือย่าม หรืออาหาร หรือเงิน หรือเสื้อคลุมสองตัว 9:4 และถ้าเข้าไปในเรือนไหน จงอาศัยอยู่ในเรือนนั้นจนกว่าจะไป 9:5 ผู้ใดไม่ต้อนรับพวกท่าน เมื่อท่านจะไปจากเมืองนั้น จงสะบัดผงคลีดินจากเท้าของท่านออกส่อให้เห็นความผิดของเขา” 9:6 เหล่าสาวกจึงออกไปตามเมืองต่าง ๆ [...]