Author Archives: Panarat

พักให้เป็น

2017-11-16 Diary Life พักให้เป็น

วันนี้อยากแบ่งปันเรื่องการพัก

เมื่อก่อนนู้น เราเป็นคนที่พักไม่เป็น เนื่องจากเติบโตมาจากครอบครัวคนจีนที่ต้องทำงานหนัก และ ทำงานมากๆ การพักถือเป็นเรื่องใหญ่เหลือเกิน เพราะมันหมายถึงรายได้ที่หายไป จากการหาเช้ากินค่ำ ซึ่งแม้ตัวเองจะโตมาและทำงานแบบได้เงินเดือน ก็ยังรู้สึกว่า พักไม่เป็นอยู่ดี ทำงานจนป่วยหนักมากๆ ขนาดที่น้ำหนักลดฮวบ 20 กว่ากิโลกรัมภายใน 2 เดือน เป็นลมได้ทุกที่ ทุกเวลา กินอาหารก็อาเจียน นอนก็หลับไม่สนิท หมอบอกว่า “ใช้ร่างกายเกินขีดจำกัด”

จนกระทั่งแต่งงาน … สามี เป็นคนที่เปลี่ยนทัศนคติของเราโดยสิ้นเชิง ทำให้ผ่อนคลายอย่างมาก

แม้ว่าเราจะอยู่ในสภาพหนี้สินท่วมหัว ครอบครัวเราก็ยังหาทางหยุดพัก เพื่อชาร์ตพลัง และ เติมกำลังใจให้กับตนเองเสมอๆ โดยที่เราตระหนักดีว่า เวลาที่เราต้องเผชิญปัญหาหรือสิ่งที่ย่ำแย่ เรื่องยากๆ กำลังใจที่ดีที่สุด คือ กำลังใจที่มาจากภายในตนเอง แม้ว่าใครจะพูดให้กำลังใจขนาดไหน ก็ไม่มีพลังเท่ากำลังใจจากภายในตนเอง และ หากมีกำลังใจที่หนักแน่นในตนเอง ต่อให้ต้องเจอกับคำพูดดูหมิ่น สถานการณ์เลวร้ายอย่างไร เราก็สามารถมองข้ามมันไปได้อย่างไร้ค่า

 

พักให้เป็น

ในทุกๆ เดือนเราจะให้รางวัลตัวเองด้วยการเลี้ยงฉลอง แต่ด้วยสภาวะหนี้สินมากมาย การจะฉลองแต่ละทีดูเหมือนเป็นเรื่องยากเหลือเกิน เพราะเงินในกระเป๋าไม่เอื้ออำนวย ส่วนใหญ่เราจะไปกินยาโยอิกัน เพราะชอบอาหารญี่ปุ่นทั้งคู่ เราก็สั่งมา 1 เซ็ต แล้วสั่งข้าวผัดกระเทียม หรือ ข้าวเปล่าเพิ่ม แล้วแบ่งกันกิน กินด้วยกัน บางทีรู้สึกอยากจะพัก ด้วยความที่ยังไม่มีรถยนต์ เราก็จะขี่มอเตอร์ไซด์ไปสวนหลวง ร.9 กัน ค่าเข้าคนละ 10 บาท หลัง 6 โมงเย็นเข้าฟรี เราก็ไปนั่งริมน้ำผ่อนคลายอารมณ์ นั่งสงบๆ เงียบๆ ฟังเสียงนกร้อง น้ำไหล เดินดูดอกไม้บ้าง สร้างบรรยากาศให้การอธิษฐานของเราให้เป็นไปอย่างสงบๆ

เวลาอยาก shopping อยากได้อะไร เราก็จะไปเดินตามตลาดนัด และ เลือกซื้อของราคาถูก แต่คุณภาพใช้ได้ เพราะเป็นคนไม่ชอบใช้ของมือ 2 จึงไม่เคยซื้อของมือ 2 มาใช้ เนื่องจากผิวเราแพ้ง่าย แต่ในร้านค้าเหล่านั้นจะมีเสื้อผ้าใหม่ๆ ราคาถูก ย่อมเยา เราไม่ค่อยสนใจอะไรที่ราคาเกินตัว เกินกว่ารายได้ที่มี เพราะลำพังแค่หนี้สินก็มากมายอยู่แล้ว และเราก็มีความสุขกับสิ่งนั้นๆ

*** การให้รางวัลตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมากๆ เพราะมันเป็นการให้กำลังใจตนเอง เป็นการชาร์ตพลัง เป็นการพักเพื่อต่อสายป่านของกำลังที่จะสู้ต่อไป

คนเราไม่ใช่เครื่องจักรที่ไม่มีชีวิตจิตใจ หากเราทำตัวเองให้เหมือนเครื่องจักร ที่ไม่ต้องการการหยุดพัก จิตใจภายในที่พระเจ้าใส่ไว้ จะอ่อนล้าจนเกินทน เพราะขีดจำกัดด้านร่างกาย จิตใจ และ จิตวิญญาณ

ต้องปรับมุมมองเสียใหม่

1. การพักไม่ใช่เรื่องผิดบาป อย่าให้ปรัชญาของการทำงานหนักจนตาย มาทำให้บิดเบือนความเป็นจริงของลมหายใจ

2. การพักไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาก รูปแบบการพักมีมากมาย อย่ายึดติดว่า การพัก คือ การใช้เงิน

3. การพักเป็นเรื่องดี และ จำเป็นขั้นพื้นฐานที่พระเจ้าใส่ไว้ให้ จริงๆ แล้ว ไม่พัก คือ ผิดปกติ

พักให้เป็น

ข้อเสียของคนที่พักไม่เป็น

1. นิยามการพักผิดๆ เช่น ต้องใช้เงินจำนวนมากถึงพักได้ จึงส่งผลให้สะสมความเหนื่อยจนกว่าจะมีเงินตามจำนวนที่ตนเองอุปโลกตั้งไว้ ซึ่งระหว่างนั้นแสนเหน็ดเหนื่อย ความท้อใจ จึงเข้าเกาะกินใจภายใน เพราะความอ่อนล้า , ทำงานให้หนักๆ มากๆ เพื่อจะมีเงินมากๆ เดี๋ยวค่อยพักตอนแก่ แต่ระหว่างนั้นสุขภาพร่างกายก็เสื่อมโทรม ทรุดตัวไปเรื่อยๆ แม้สะสมเงินได้มากจริงๆ ท้ายสุดของชีวิตก็ต้องเอาเงินนั้นมารักษาตัวอยู่ดี ซึ่งก็ไม่ได้ใช้ตามแผนที่วางไว้อยู่ดี

2. คนที่พักไม่เป็น จะรู้สึกอัดอั้นตันใจ จนเกิดเป็นความริษยาอิจฉาคนอื่นที่เขามี เขาได้ ในขณะที่ตนเองไม่มี ไม่ได้ พอเห็นใครเที่ยว ใครกิน ใครมีความสุขก็รู้สึกกดดันและย่ำแย่ต่อตนเอง และผู้อื่น เพราะจิตใจภายในของตนเองก็อยากมี อยากได้แบบนั้น แต่กลับไม่ยอมวางภาระลง แล้วเลือกที่จะทำงานหนักเข้าไปอีก ทำให้ยิ่งท้อแท้เมื่อเห็นคนอื่นเขามีความสุขในแบบที่ตนเองอยาก แต่ไม่ได้  … คนเราเมื่อได้รับอย่างเต็มที่ ก็ไม่มีความคิดที่จะอิจฉาใคร เพราะตัวเองก็มี ก็ได้อยู่แล้ว

3. พบกับวิกฤตทางอารมณ์ ทุกอย่างเหมือนประดังประเดเข้ามา แก้ไขอะไรไม่ถูกจุด เพราะมันตื้อ และ เหนื่อยล้าไปหมดแล้ว แท้ที่จริงพระเจ้าสร้างระบบร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณให้มีการหยุดพัก เพื่อรับกำลังใหม่เสมอ เมื่อเราทำสิ่งที่สวนทางกับการทรงสร้างของพระเจ้า แน่นอนว่า มันย่อมฝืนธรรมชาติชีวิต ทำให้ไม่มีเรี่ยวแรงกำลังที่จะแก้ปัญหา หรือ แม้แต่จะเผชิญปัญหาให้ผ่านไปด้วยซ้ำ

การใช้เวลาลับขวานให้คม ไม่ทำให้เสียเวลามากกว่าการตะบี้ตะบัน ใช้ขวานทื่อๆ ฟันเข้าไปยังสิ่งที่แข็งกว่า นอกจากจะไม่เกิดผลมากเท่าที่ควรแล้ว ยังส่งผลสะท้อนกลับมาให้เจ็บมือ และ ใช้กำลังมากเกินกว่าที่ควร … หากใช้เวลากับการลับขวานสักนิด มันจะสามารถทำลายสิ่งที่แข็งได้อย่างง่ายๆ การทำงานใดๆ หากมีการจัดเตรียมที่ดี ย่อมส่งผลให้งานเร็ว อาจดูเหมือนช้าตอนออกตัว แต่มันจะไปถึงปลายทาง แบบสะดุดน้อยที่สุด ในขณะเดียวกัน การใช้ชีวิตก็เช่นกัน หากใช้เวลาและทุ่มเทให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างเรียบง่าย ตามจังหวะช่วงเวลาของชีวิต แม้จะมีช่วงที่ยากๆ บ้าง เราก็จะสามารถผ่านไปด้วยดีและมีความสุขได้

อย่าลืมจัดสรรเวลาในการพักสงบ และ พักผ่อนให้เต็มที่ เพื่อกำลังใหม่ในแต่ละวัน

ปล. เป็นกำลังใจแด่ผู้ที่ต้องการเสมอ

 

 

2017-11-16

 

 

เต็มอิ่มในพระเจ้า

2017-11-13 Diary Life เต็มอิ่มในพระเจ้า

เคยบ้างไหม ที่กินอิ่มสุดๆ แล้ว อยากจะนั่งพัก นอนพัก ดูหนังฟังเพลง ให้ผ่อนคลายอารมณ์

ในความสัมพันธ์กับพระเจ้าก็เช่นกัน เมื่อเราอิ่มหนำในพระเจ้าอย่างเต็มที่แล้ว

• ไม่ว่าจะเป็นพระสุรเสียงตรัสที่มาถึงอย่างเจาะจงและชัดเจน
• ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสจากพระวิญญาณบริสุทธิ์
• ไม่ว่าจะเป็นการแช่ตัวอยู่ในนิเวศน์ของพระเจ้า
• ไม่ว่าจะเป็นความชัดเจนในทิศทางที่ต้องก้าวต่อไป
• ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ในความสดใหม่ที่ได้รับ
• ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงทางอารมณ์ จนมั่นใจในพระสัญญาที่พระเจ้าทรงทำต่อตนเองอย่างเจาะจง

 

ทั้งหมดทั้งมวล นำมาซึ่งความผ่อนคลายฝ่ายวิญญาณจิต และ การได้รับกำลัง การปลดปล่อยจากพันธการแห่งความวุ่นวาย ด้านการวิตกกังวล ทำให้วันชิลๆ และ การแช่ตัวอย่างต่อเนื่องก็เกิดขึ้น

เต็มอิ่มในพระเจ้า

 อาจไม่ต้องอาศัยรูปแบบเดิมๆ ที่เคร่งครัด หรือ เคร่งเครียด แค่ปล่อยตัวไปตามแม่น้ำของพระเจ้าที่กำลังไหลท่วมใจ
 อาจมีบางวันที่นั่งชิลๆ จิบชา กาแฟ และ เพลิดเพลินอยู่ในเวลาเหล่านั่นต่อพระพักตร์องค์พระบิดา
 อาจไม่ได้เริ่มต้นวันใหม่ด้วย การอธิษฐานแบบเดิมๆ แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ผ่อนคลาย แต่อัดแน่นไปด้วยความรักของพระเจ้าที่กำลังครุกรุ่นอยู่ภายใน
 อาจเป็นเวลาแห่งการย่อยพระดำรัส คำตรัส ที่ได้รับมา ด้วยการใคร่ครวญ วิงวอน หรือ การบันทึกเพื่อจะนำมาปฏิบิตและเดินตาม เพื่อการนับพระพรอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน
 อาจเป็นเวลาแห่งการสรรเสริญ ที่จู่ๆ เพลงบทใหม่ๆ ก็ไหลพรั่งพรูออกมาจากปาก จากดวงใจ และ ความคิด
 อาจเป็นวันที่ความสดใหม่เกิดจากดวงใจที่ได้รับการสวมทับสิ่งใหม่ๆ จากพระเจ้า ไม่ใช่เพราะสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไป

ขอให้แต่ละวันมีความสุข เพราะการเดินติดตามพระคริสต์ นั้นเป็นสุขบนแผ่นดินโลก

 

 

2017-11-13

 

 

 

 

 

 

การปล้ำสู้

2017-11-09 Diary Life การปล้ำสู้

ในทุกๆ วันของเราจำเป็นต้องมีการปล้ำสู้ ไม่ใช่ว่าเราได้รับแล้ว ก็หย่อนยานไปเรื่อยๆ เพราะมันจะกลายเป็นความเคยชิน และ หลงลืมคุณค่าในสิ่งนั้นๆ โดยสิ้นเชิง เมื่อการเห็นคุณค่าลดระดับลง การให้น้ำหนักหรือความสำคัญ การใส่ใจ ก็จะลดลงตามไปด้วย

แต่คนที่หมั่นรักษา ตรวจเช็ค และพัฒนายิ่งๆ ขึ้น ความเคยชินจะไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป แต่จะเป็นดั่งบันไดแต่ละขั้นสู่ทางที่สูงขึ้นเรื่อยๆ นำสู่วิถีของการชำนาญอย่างเฉพาะเจาะจง

บางทีนั่งๆ มองดูเห็นหลายคน หลายอย่าง หลายเหตุการณ์ รวมถึงตัวเองด้วย ก็สะท้อนให้เห็นถึงความเสียดายในสิ่งดีที่เคยมี แต่กลับหายไปตามกาลเวลา

 เสียดายศักยภาพ ของคนที่เคยใช้มันอย่างสูง แต่กลับทิ้งมันไว้กลางทาง เพราะคิดว่าสำเร็จแล้ว สุดท้ายความสำเร็จนั้นกลับไม่ยั่งยืน เช่น บางคนเคยโดดเด่น แต่กลับล้มลงเพราะความประมาท

 เสียดายกาลเวลาดีๆ ที่เคยมี แต่วันนี้กลับมองหาไม่เจอ เพราะโลกที่เปลี่ยนแปลงไป แต่บางสิ่งกลับหยุดพัฒนาการ ดังนั้นจึงถูกกลืนกินและหายไปในที่สุด เช่น มือถือบางยี่ห้อ

ทำให้คิดขึ้นมาได้ว่า หากเราปล้ำสู้ และ หมั่นเพียรแบบไม่ลดละ มันคงไม่หายไป หรือสูญเปล่าไป แน่นอนว่า ทุกสิ่งย่อมมีวาระเวลาของมัน แต่คนที่พัฒนาตนเองอยู่เสมอๆ ก็จะสามารถปรับตัวให้อยู่ได้ทุกยุคทุกสมัย แก่นแท้ยังคงอยู่ แต่รูปแบบเปลี่ยนไปแบบก้าวไปข้างหน้า

 

การปล้ำสู้

อืม…. การปล้ำสู้ไม่ใช่เรื่องของครั้งคราว แต่มันเป็นเรื่องของตัวเราเองที่ต้องใส่ใจ กว่าจะได้มาต้องผ่านกระบวนการสร้าง การรื้อฟื้น การทุ่มเท การลงทุนมากมาย แต่พอได้มาก็กลับไม่ได้ครอบครองอย่างแท้จริง เพราะปล่อยปละละเลย คิดว่าแน่ หลงตัวจนประมาท

  • ความรักดั้งเดิมของพระเจ้าในชีวิตของเราก็เช่นกัน
  • ศักยภาพ ตะลันต์ต่างๆ ก็เช่นกัน
  • การทรงเรียกของพระเจ้าที่มาถึงอย่างเจาะจงก็เช่นกัน
  • ลักษณะชีวิตที่ได้รับการสร้างใหม่แล้วก็เช่นกัน

ความสำเร็จในเรื่องใดๆ ก็ตามแต่ ทั้งการงาน ครอบครัว ความรัก เมื่อใดที่เราเคยชิน จนละเลย ก็มีโอกาสพรากจากเราไปได้ทั้งสิ้น การหมั่นเพียรใส่ใจ ดูแล และเพิ่มเติม ขยายส่วนที่ต้องขยาย ลดส่วนที่ต้องตัดทอนออกไป ก็จะยังคงการครอบครองที่ได้มาไว้กับตัวให้ยาวนานสืบๆ ไป

การปล้ำสู้ เป็นเหมือนระยะเวลาหนึ่งที่ต้องสู้ ต้องทุ่มเท ต้องลงทุน จนกว่าจะได้มา แต่การทุบตีให้อยู่มือ เป็นเหมือนพัฒนาการที่รักษาไว้ซึ่งสิ่งที่ได้มา เช่นเดียวกับ การรักษาชีวิต เพื่อรองรับพระพร พระเจ้าให้แล้วให้เลย แต่ชีวิตที่รองรับไม่ได้ ก็จะพรากสิ่งนั้นไปจากตนเอง

*** การปล้ำสู้ควบคู่กับวินัย และ การเฝ้าระวังเสมอ ***

 

 

2017-11-09

 

 

 

 

เมื่อคำตอบของพระเจ้ายังคงเดิม

2017-11-08 Diary Life เมื่อคำตอบของพระเจ้ายังคงเดิม

เมื่อคำตอบของพระเจ้ายังคงเดิม ไม่ว่าจะอธิษฐานกี่รอบ ขอกี่ครั้ง พระสุรเสียงตรัสของพระเจ้าก็ยังคงหนักแน่น และคงเดิม นั่นหมายความว่า เราต้องอดทนรอคอยให้สิ่งต่างๆ ผ่านพ้นไป และ รอคอยเวลาแห่งการเทพระพรลงมา

  • บางครั้งสภาพการณ์มักทำให้เราไม่ใคร่จะอยากรอ หรือ หวั่นใจกับสิ่งที่เป็นอยู่
  • บางครั้งบิลที่ดูเหมือนรอคิวจ่าย ก็ทำให้เราเร่งเร้าพระเจ้า ทั้งที่ยังเหลือเวลาอีกหลายวัน
  • บางวันตื่นขึ้นมา สิ่งต่างๆ ยังคงเดิม ไม่กระเตื่องเท่าไร ก็ร้อนใจอยากจะเปลี่ยนแปลงตามใจเรา ด้วยการเคี่ยวเข็ญพระเจ้า

แท้จริงพระเจ้าทรงสามารถพลิกสถานการณ์หรือทำสิ่งใดๆ ได้ในช่วงระยะเวลาพริบตาเดียว ทรงสร้างโลกเพียงแค่ทรงตรัส ด้วยพระวาทะทุกสิ่งก็เกิดขึ้นอย่างทันที โลกทั้งใบ จักรวาลทั้งระบบ เกิดขึ้นอย่างทันทีและไร้ที่ติ … พระองค์ทรงมีเวลาที่เหมาะสม และ ทรงมีพระลักษณะแห่งการช่วยกู้ประชากรของพระเจ้าอย่างทันเวลาเสมอ

 

เมื่อคำตอบของพระเจ้ายังคงเดิม

 

เป็นการเหน็ดเหนื่อย และ สูญแรงเปล่าๆ หากจะวิตกกังวลไปเอง แทนที่การวิตก ด้วยการวิงวอนและร้องทูลต่อพระเจ้าด้วยความเชื่อ ความหวังใจ … ระยะเวลาเหล่านี้มักสร้างความเข้มแข็งด้านความความเชื่อ และ สร้างความแข็งแกร่งด้านการอดทน สร้างความวางใจด้วยการสงบนิ่ง เมื่อเราทำทุกสิ่งที่เป็นส่วนของตนเองจนครบหมดแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล หรือ ต้องดิ้นรน กระเสือกกระสนจนเกินไป เพื่อเราเองจะได้เห็นพระหัตถ์พระเจ้าแทรกแซงในส่วนที่เกินมือตนเอง

จงหาที่ว่างเพื่อวางสิ่งที่ใจตนเองบีบรัดลง แล้วหาความสุขใส่ตนเอง ด้วยการมอบทั้งหมดทั้งมวลไว้ในพระหัตถ์พระเจ้า พรที่ประเสริฐกว่าสิ่งของ คือ ความสงบสุข และ สันติสุขภายใน อย่ามัวแต่ยึดติดกับสิ่งที่เป็นหยากเยื่อของโลกนี้ (แม้ยุคปัจจุบันจะมีความจำเป็นก็ตามที) แต่เมื่อใดที่สามารถสงบสุขได้ เมื่อนั้นความสุขก็จะครอบครองดวงใจ และส่วนที่เกินจากมือตน ก็เฝ้าร้องทูลต่อพระเจ้าผู้ทรงดูแล และ รอคอยดูความยิ่งใหญ่ที่ทันเวลาของพระเจ้าในชีวิตตนเอง

ขอพระเจ้าทรงช่วยกู้ และ อวยพร เราทั้งหลายอย่างเจาะจงพิเศษ ด้วยพระองค์เอง

 

 

2017-11-08

 

 

 

บทเรียนที่ทรงคุณค่า

2017-11-02 Diary Life บทเรียนที่ทรงคุณค่า

หากเราได้รู้ ได้เห็น หรือได้ยิน เรื่องราวชีวิตความผิดพลาดของผู้อื่น (ไม่ว่าจะจากเหตุการณ์ที่พบเห็นโดยบังเอิญ , จากข่าวทางทีวี หรือ โซเชี่ยล , จากคนที่รู้จัก , หรืออื่นๆ) … ก็อย่ามัวแต่วิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำไมเขาถึงทำอย่างนี้ อย่าซ้ำเติมเขาด้วยความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

เพราะคนเราทุกคนต้องการกำลังใจ และ ที่พึ่งพิงในยามที่อ่อนล้าสุดๆ แต่ยังต้องก้าวเดินไปข้างหน้า การให้กำลังใจเป็นเหมือนแรงฮึดอีกเฮือกหนึ่งที่ต่อกำลังขาของเขาให้เดินต่อไปได้ อย่าปลิดชีพใครด้วยคำพูดแง่ลบ การดูหมิ่น หรือ เหยียดหยาม

บทเรียนที่ทรงคุณค่า

สิ่งที่ควรทำทุกครั้งเมื่อได้รู้ ได้ยิน หรือได้เห็นสิ่งต่างๆ 

1. ขอพระเจ้าปกป้องก่อนเลย ขออย่าให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับตัวเรา ลูกหลาน พ่อแม่ญาติพี่น้อง คนที่รัก

2. สารภาพบาป โดยการสำรวจเบื้องต้นว่า ตัวเองมีแนวโน้ม หรือ จุดเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดเหตุเหล่านั้นหรือไม่ และ ขอพระเจ้าชำระมากกว่าส่วนที่รู้ตัวด้วย เพราะบางครั้งคนเราก็มีบาปซ่อนอยู่ในเงามืดที่ตนเองก็ไม่รู้ตัว

3. หากสามารถมีส่วนกับบุคคลผู้ประสบเหตุได้ ควรจะหนุนใจ ให้กำลังใจแก่เขา อย่างน้อยที่สุดให้เขารู้ว่า มีคนๆ หนึ่งที่ให้กำลังใจเขาเสมอ (บางครั้งคนเราก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย เพราะอย่างไรก็ตามเราแต่ละคนก็ต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ ด้วยตนเอง การหยิบยื่นกำลังใจให้ ก็เป็นส่วนสำคัญหนึ่งที่คนเราควรได้รับ และควรให้ออกไป)

4. หาบทเรียนให้เจอจากเหตุการณ์ของผู้อื่น ความผิดพลาด การล้มลงนั้นๆ เพื่อจะเป็นบทเรียนเตือนใจตนเอง (เราอาจไม่ต้องเรียนรู้ทุกอย่างด้วยการลองล้มเอง แต่เราสามารถมองและเรียนรู้จากผู้อื่น เพื่อหาแนวทางป้องกัน และ ปกป้องตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้)  หากแต่มัวคิดวิพากษ์วิจารณ์อย่างเมามัน ก็จะหลงลืมปกป้องตนเอง ทั้งที่โอกาสแห่งบทเรียนได้อยู่ตรงหน้าแล้ว

 

2017-11-02

 

 

วันชิลๆ กับการรอคอยพระพร

Diary life 31-10-2017 วันชิลๆ กับการรอคอยพระพร

จะมีบ้างในบางวันที่ตื่นขึ้นมา แล้วไม่รู้จะอธิษฐานอะไร ทั้งที่ความปรารถนาก็ยังคงเต็มอก (บางทีสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ก็ยังไม่ได้พลิกฟื้นเสียทีเดียว) แต่มันกลับกลายเป็นความรู้สึกที่คาดหวังและรอคอยเสียมากกว่า

รู้อยู่แล้วว่าพระเจ้าทรงได้ยินแล้ว ทรงรู้แล้วว่าเราต้องการ และ จำเป็นในสิ่งใดบ้าง อีกทั้งเป็นความมั่นใจอยู่เต็มอกว่า “พระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้ง หรือ เมินเฉยต่อเสียงร้องทูลของเราไปแน่ๆ” ดังนั้นในวันแบบนี้ ความเชื่อ ได้ทำให้การรอคอยเป็นไปอย่างสงบนิ่ง และวางใจในพระลักษณะของพระเจ้าอย่างที่สุด เพราะ ** เป็นไปไม่ได้ว่า สิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสและสัญญานั้นจะไม่เกิดขึ้น หรือ ไม่เป็นจริง **

เราจึงสามารถนั่งชิลๆ จิบกาแฟไป ฟังเพลงนมัสการไป บางทีก็นั่งอ่านพระคำไปเรื่อยๆ มองออกไปนอกหน้าต่างพร้อมๆ กับสนทนาอย่างเรียบง่ายกับองค์พระวิญญาณที่ทรงประทับอยู่ด้วยได้

เป็นความสัมพันธ์ที่เรียบง่าย ไม่ได้รีบเร่ง ไม่ต้องบีบคั้นตนเอง และ พระเจ้า ไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรให้ยุ่งยาก แต่กลับเป็นวันง่ายๆ ที่ความเชื่อเต็มเปี่ยม ว่า … “แค่นั่งรอพระพรของพระเจ้า ให้เวลานั้นมาถึงก็พอ”

 

 

กระบวนการสร้างของพระเจ้า

เมื่อเราอายุมากขึ้นแล้วมองย้อนกลับไปและระลึกถึงวันเก่าๆ  จะสามารถเห็นกระบวนการสร้างของพระเจ้าและการจัดเตรียมของพระองค์ในชีวิตของเราแต่ละช่วงเวลา ผ่านสถานการณ์ คนใกล้ชิด สภาพแวดล้อม หรือสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว  จะเห็นได้ว่าชีวิตของเรามีเส้นทางที่คอยขีดและบรรจงสร้างเรา จนกระทั่งเป็นอยู่ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติ อุปนิสัย ขอบเขตชีวิต  ในแต่ละด้าน  ล้วนเกิดมาจากประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามา  … แต่ในอีกแง่หนึ่ง เราสามารถมองเห็น กระบวนการสร้างของพระเจ้าในชีวิตของเราทีละขั้นตอน อันประกอบไปด้วย การขัดเกลา การชำระใหม่ และการสร้างใหม่  เส้นทางชีวิตจะมีจุดหักเหในแต่ละช่วงเวลา และนำพาเราเข้าสู่สิ่งใหม่ๆ ตามน้ำพระทัย ของพระเจ้าทีละขั้นตอน

แน่นอนว่าบางครั้งเราจำเป็นต้องเรียนรู้จากความผิดพลาด เพราะคงไม่มีใครไม่เคยผิดพลาด  ประสบการณ์ใหม่ๆ เป็นสิ่งที่ เราเองก็ยังไม่เคยเจอ นั่นหมายถึง โอกาส ที่จะผิดพลาด ก็ย่อมมีและเกิดขึ้น แต่ถึงกระนั้น พระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งเราเลย บางเหตุการณ์เกิดขึ้นเพื่อให้เราเติบโตและเรียนรู้ บางเหตุการณ์เกิดขึ้นเพื่อให้เรามองเห็นความอ่อนแอของเนื้อหนังตนเอง บางเหตุการณ์เกิดขึ้นเพื่อเป็นบันไดก้าวขึ้นสู่ความเข้มแข็งมากขึ้น  บางเหตุการณ์เกิดขึ้นเพื่อเกิดการชำระใหม่ในชีวิตของเรา … แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น … ก็เพื่อ การเติบโตมากยิ่งขึ้น

กระบวนการชีวิตของเราไม่มีวันหยุดยั้ง จะมีสิ่งใหม่ๆ เข้ามาอยู่เสมอๆ  แต่จะมีบางเวลาที่พระเจ้าทรงให้เราพัก เพื่อรื้อฟื้นกำลังใหม่ เพื่อได้มีโอกาสทบทวน และนับพระพร ในวันที่ผ่านมา เพื่อเตรียมชีวิตสำหรับก้าวข้างหน้าที่สูงขึ้น … อย่างไรก็ดีพระเจ้ายังคงสร้างเราต่อไปจวบจนกว่าจะถึงความไพบูลย์ของพระคริสต์

 

กระบวนการสร้างของพระเจ้า

1. โดยปกติแล้วชีวิตของคนเราต้องสูงขึ้นและพัฒนามากขึ้น เหมือนดังเด็กน้อยที่เกิดมา และมีพัฒนาการเติบใหญ่เข้าสู่วัยรุ่น วัยฉกรรจ์ วัยทำงาน และวัยชรา ยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งสะสมประสบการณ์ชีวิต ยิ่งทำให้เข้าใจสิ่งต่างๆได้มากขึ้น ดังนั้นกระบวนการสร้างชีวิตจึงเป็นสิ่งปกติที่พระเจ้าใส่ไว้ในมนุษย์

2. ชีวิตคริสเตียน ย่อมไม่พ้นกระบวนการสร้างจากพระเจ้า เนื่องจาก พระองค์ปรารถนา จะสร้างเราจากมนุษย์ผงคลีดินให้กลายเป็นเจ้าสาวที่งดงามและบริสุทธิ์ควรค่า แก่เจ้าบ่าวในแผ่นดินสวรรค์ ดังนั้น เราจำเป็นต้องพบเจอสถานการณ์และผ่านเหตุการณ์ที่มีการขัดเกลาเอาเนื้อหนัง เอาความบาปทั้งของตนเองและของบรรพบุรุษ รวมถึงคำแช่งสาปออกไป ดังนั้น เราจึงควรอดทน หวังใจ เชื่อ และเดินตาม การเคลื่อนไหวของพระเจ้า เพื่อนำตนให้อยู่ในวิถีทางและน้ำพระทัยของพระเจ้า แม้คนอื่นๆ ที่ไม่เชื่อพระเจ้า ก็ต้องผ่านประสบการณ์และช่วงชีวิต ที่ดีบ้าง แย่บ้าง ยากลำบากบ้าง  สิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างชีวิตของคนด้วยเช่นกัน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นใครชีวิตย่อมมีเส้นทางและกระบวนการอยู่เสมอ แต่จะดีกว่าหรือไม่ หากเราเองอยู่ในกระบวนการสร้างของพระเจ้า เพื่อนำไปสู่ความไพบูลย์ของพระคริสต์ และมั่นคงในเส้นทางการติดตามพระเจ้า

3. เราจะสามารถผ่านกระบวนการสร้างของพระเจ้าแต่ละช่วงชีวิต แต่ละช่วงเวลาได้อย่างง่ายมากขึ้นด้วยการเชื่อฟังและเดินตามพระเจ้าอย่างสุดใจ แม้เราขาดกำลังก็สามารถร้องขอกำลังจากพระเจ้าได้ เพราะนอกจากการทรงนำแล้ว พระองค์จะทรงรับรองเราเป็นอย่างดี ด้วยพระพร ด้วยการช่วยกู้ การช่วยเหลือ และอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้สำหรับผู้ที่รักและเดินตามพระองค์อย่างสุดใจ

4. เมื่อเราผ่านวันคืนต่างๆ เราสามารถนับพระพรได้ว่า เราเติบโตมากขึ้น เข้าใจมากขึ้น ขนาดไหน การตรวจวัดตนเองอยู่สม่ำเสมอ เป็นอีกช่องทางหนึ่ง ในการทำให้ ป้องกันความผิดพลาดซ้ำรอยเดิมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้

5. คนที่มีความหิวกระหายและปรารถนาในพระเจ้ามากยิ่งขึ้น ย่อมยอมรับและถ่อมใจที่จะเรียนรู้ และอยู่ในกระบวนการสร้างของพระเจ้าอย่างจำนน โดยไม่ดิ้นรนต่อสู้หรือขัดขืน เพื่อหาหนทางทำตามใจตนเอง …  แน่นอนว่า หลายครั้งเราเองอาจไม่เข้าใจทั้งหมด หรือมีความอยากและปรารถนาของตนเองตามวิถีธรรมดาโลกนี้ เพราะเราเป็นมนุษย์ที่มีเนื้อหนัง มีอารมณ์ แต่อย่างไรก็ตามในที่สุด ใจที่รักพระเจ้าย่อมทำให้ เกิดการจำนนขึ้น โดยง่ายดาย

 

2017-08-21

 

 

 

น้ำพระทัยพระบิดา

หลายครั้งพ่อแม่ไม่ได้เห็นด้วยกับสิ่งที่ลูกทำ แต่ที่ยอมให้ทำ เพราะเห็นแก่ลูก ดุจเช่นเดียวกันกับพระบิดาแห่งฟ้าสวรรค์ หลายครั้งพระองค์ไม่ได้มีน้ำพระทัย หรือว่า เห็นด้วยกับสิ่งที่เราเลือกเดิน เลือกกระทำ แต่พระองค์ก็ยังคงคอยปกป้องและดูแลเราเป็นอย่างดี นั่นเพราะทรงเห็นแก่เรา ด้วยความรักที่แสนมั่นคงไร้เงื่อนไขของพระองค์ แต่มนุษย์เรา หรือ ลูกน้อย บางครั้งก็หาได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจไม่ แต่กลับมองเห็นช่องทางความรักนั้น เพื่อตักตวงผลประโยชน์อันเป็นการทำตามใจตนเอง แทนที่จะเติบโตขึ้นในการเรียนรู้ว่าสิ่งใดควร ไม่ควร สิ่งใดควรรีบกลับใจใหม่

แต่ไม่ว่าพ่อแม่ หรือ พระเจ้า จะทรงเปี่ยมพระคุณ หรือ เต็มล้นไปด้วยความรักสักเพียงใด ก็ไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางของผลแห่งการกระทำ หรือ เลือกตัดสินใจของมนุษย์ได้

*** พระเจ้าทรงตั้งกฎหนึ่งซึ่งไม่มีสิ่งใดล้มล้างได้ คือ กฎแห่งการหว่าน ไม่ว่าเราจะหว่านสิ่งใด ย่อมได้รับสิ่งนั้นกลับมา สักวันหนึ่งอย่างแน่นอน แม้แต่ศักเคียสที่อยู่ต่อหน้าพระเยซูองค์พระบุตร ก็ยังต้องชดใช้สิ่งที่ตนเองหว่านในอดีต เพื่อให้ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในพระคริสต์

แน่นอนว่า เมื่อเราทำผิดพลาด หนทางแก้ไขที่ดีที่สุด คือ การกลับใจใหม่ เพราะพระเจ้าจะทรงเข้ามารื้อฟื้นสิ่งที่เราสูญเสีย ด้วยการสร้างใหม่เข้าแทนที่สิ่งที่สูญเสีย (ไม่ใช่ว่าเราจะไม่ต้องรับผลใดๆ) และจะทรงปลอบประโลมใจแก่ผู้ที่ถ่อมลง

ในขณะที่ผู้ที่ยังคงหลงเพลิดเพลินกับการทำตามใจตนเอง โดยใช้ช่องพระคุณและความรัก กลับจะยิ่งห่างไกลพระพร และ สิ่งที่ดีที่สุด สำหรับตนเอง … แน่นอนว่าอาจทำให้เกิดความสุข ความสนุกชั่วครั้งชั่วคราว แต่ในที่สุดก็จะรู้ว่า ได้พลาดสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตนเองไปเสียแล้ว

น้ำพระทัยพระบิดา

1. พระเจ้าทรงรักเราอย่างมากมาย อย่ามองพระคุณของพระเจ้าเป็นช่องว่างในการทำสิ่งที่ขัดจากน้ำพระทัยพระเจ้า เพราะพระเจ้าทรงชันสูตรและรู้แน่ แต่เพียงพระองค์ทรงยอมให้เป็นไป เพราะเห็นแก่เรา แต่ในขณะนั้น เราได้สูญเสียสิ่งที่เรียกว่า “น้ำพระทัยสมบูรณ์ที่ดีเลิศสำหรับเรา” ไปเสียแล้ว

2. ในบางจังหวะชีวิต พระเจ้าทรงใช้เหตุการณ์ที่แทรกเข้ามาในชีวิตของเรา เป็นบททดสอบ เพื่อพัฒนาชีวิตที่เติบโตมากยิ่งขึ้น พัฒนาระดับความสัมพันธ์กับพระเจ้าที่ลึกขึ้น ผ่านกระบวนการเลือก การตัดสินใจของเราเอง แน่นอนว่า พระเจ้าทรงสัพพัญญูรู้ทุกสิ่งอย่างครบบริบูรณ์ จะทรงรับรอง ช่วยเหลือ ช่วยกู้ ปกป้อง เราจากสิ่งต่างๆ หากเราล้มลง … แต่หากว่าเราเองเลือกที่จะตัดสินใจเดินแยกทางจากน้ำพระทัยพระเจ้า ด้วยรู้ทั้งรู้ เราจะต้องรับผลแห่งการอยู่นอกการปกคลุมของพระเจ้า … แต่ถึงกระนั้นพระคุณความรักของพระเจ้านั้นยืดยาวไปถึงเราได้เสมอ (การปกคลุมของพระเจ้าคู่กับพระพร แต่พระคุณและความรักของพระเจ้านั้นแยกส่วนกัน แปลว่า แม้เราไม่ได้รับพระพร พระเจ้าก็ยังคงรักเราเสมอ >> จะดีกว่าหรือไม่? ที่เราเลือกทั้ง 2 ส่วน คือ อยู่ในการปกคลุมของพระเจ้าแล้วได้รับพระคุณและพระพร แต่หากเราเลือกที่จะอยู่นอกการปกคลุม แน่นอนว่าพระพรย่อมมาไม่ถึง แต่ความรัก และ พระคุณของพระเจ้าจะไปถึงเรา)

3. การดำเนินชีวิตอยู่ในน้ำพระทัยพระเจ้า ไม่สามารถเสร็จสิ้นกระบวนการภายในระยะเวลาอันสั้น หรือ จำกัด แต่เป็นเรื่องของกระบวนการชีวิตที่ต้องสำรวจ ตรวจสอบ และ สัตย์ซื่อในการกระทำอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา เปรียบเสมือนการขับรถ ที่หากขาดความระมัดระวังเมื่อใด ก็อาจเกิดเหตุร้าย หรือ หลงทางได้เสมอ ดังนั้น การเดินกับพระเจ้าสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การรักษาชีวิต ระแวดระวังตนเองอยู่เสมอๆ อย่าเผลอไปตรวจสอบชีวิตผู้อื่น โดยหลงลืม หรือ ให้น้ำหนักน้อยเกินไปกับการดูแลจัดการชีวิตตนเอง มิเช่นนั้น ตัวเราเองนั่นแหละที่อาจพลาดพระพรเป็นระยะก็ได้

 


14-08-2017  

 

 

การรอคอยที่ยาวนาน

บางครั้งการช่วยกู้ของพระเจ้าก็ดูเหมือนจะยาวนาน มาไม่ถึงสักที …

ไม่ใช่ว่า พระองค์ …
~ ไม่ทรงสามารถ
~ ไม่ทรงฤทธิ์เดช
~ หรือเพิกเฉยต่อเสียงร้องทูลของเรา

แต่เพราะเราเองที่ยังไปไม่ถึงขนาดความเข้าใจ ยอมจำนน และ มอบถวายอย่างสุดตัว อีกทั้งเงื่อนไขบางประการยังไม่สำเร็จอย่างบริบูรณ์ (เหมือนดั่งที่พระเยซูถูกเฆี่ยนตีครั้งแล้วครั้งเล่า จนถูกตอกตะปู จนถูกตากแดดนานหลายชั่วโมง จนถึงลมหายใจสุดท้าย และสิ้นพระชนม์ลง นานถึง 3 วัน ความบริบูรณ์นั้นก็มาถึง การช่วยกู้ ก็ฟื้นคืนชีวิต และเสด็จสู่สวรรค์)

พระเจ้าทรงสามารถทำทุกสิ่งได้ แม้ตายไปแล้วก็เรียกคืนได้ อยู่ที่ว่า ทางไหนคือ ดีที่สุด ซึ่งหลายครั้งก็เกินความเข้าใจของมนุษย์อย่างเรา โดยเฉพาะเรื่องที่เกิดกับตัวเอง

ดังนั้นความอดทน และ ความหวังใจ เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีในระหว่างการรอคอยที่แสนจะยาวนาน (ในความรู้สึกของตนเอง) … เพราะแท้ที่จริงทุกสิ่งยังคงอยู่ในพระหัตถ์แห่งการควบคุมขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ทรงฤทธายิ่งใหญ่สูงสุด ดังนั้น จึงไม่มีคำว่า “สายเกินไป” อีกทั้งระหว่างทางจะได้พบ และ ได้รับพระคุณพระเจ้าที่ทรงช่วยเหลืออยู่เนืองๆ
– เพื่อเตรียมชีวิตให้พรักพร้อมสำหรับการดีมากยิ่งขึ้น
– เพื่อขยายฐานชีวิตให้สามารถรองรับสิ่งดีที่กำลังจะมาถึงอย่างรวดเร็ว และ มหาศาล
– เพื่อความรู้ ความเข้าใจ และ ประสบการณ์ตรงในพระเจ้าที่ลึกซึ้งมากยิ่งๆ ขึ้น

และจะมีบางเวลาที่พระเจ้า “ย่นเวลา” สั้นเข้ามา เพื่อเราทั้งหลายจะสามารถผ่านวันคืนที่แสนทนทุกข์ไปได้

 

การรอคอยที่ยาวนาน

 

1. เรื่องบางอย่างอาจต้องใช้ระยะเวลา และ อยู่ในกระบวนการของพระเจ้า ดังนั้นคุณสมบัติของการอดทนรอคอย จึงเป็นอีกหนึ่งคุณลักษณะของผู้ที่ประสบความสำเร็จ และ ได้รับพระพร

2. ในระหว่างทางที่รอคอย พระสัญญาของพระเจ้ามาถึงนั้น ความหวังใจจะช่วยพยุงความเชื่อให้มั่นคงอยู่ได้ ดังนั้น การฝึกหัดสร้างความหวังใจ และกำลังใจให้ตนเอง จะยิ่งกระตุ้นให้ความเชื่อมั่นคง ไม่หวั่นไหว ไปตามสถานการณ์ หรือ ระยะเวลาที่ไม่ทันใจตน

3. ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ
– เพื่อสร้างความหวังใจ … คือ … การกล่าวพระสัญญา
– เพื่อตอกย้ำความเชื่อ … คือ … การกล่าวพระคำพระเจ้า
– เพื่อให้กำลังใจตนเอง … คือ … การนับพระพรที่ผ่านๆ มา และ การคิดเชิงบวก
– เพื่อหลีกเลี่ยงความท้อใจ … คือ … การไม่จดจ่ออยู่ที่อุปสรรค ปัญหา
– เพื่อการรับกำลังใหม่ในพระเจ้า … คือ … พักสงบ อธิษฐาน นมัสการ อ่านพระคัมภีร์

 

 

2017-03-08 

 

 

 

ของพระเจ้า หรือ ของซีซ่าร์

ของของพระเจ้าให้พระเจ้า ของของซีซ่าร์ให้ซีซ่าร์ อย่าเผลอเก็บทุกสิ่งเป็นของตนเอง

หลายครั้งมนุษย์มีท่าทีที่ผิดคิดว่าสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าให้ ไม่ว่าจะเป็นโอกาส ความสามารถ หรือสิ่งที่ถือครอง เป็นของตนเอง .. โดยหลงลืมไปว่า … แท้ที่จริง มีเรื่องกฎของของพระเจ้ามอบให้พระเจ้า ของของซีซ่าร์มอบให้ซีซ่าร์ แน่นอนว่าหลายครั้งพระเจ้าทรงให้ความรู้ ความเข้าใจ แก่เรารวมถึงประสบการณ์ นั่นก็เพื่อให้เราเติบโตขึ้น อีกทั้งมอบถวายแด่พระเจ้า

ในขณะเดียวกัน การดำรงชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลกนี้ ก็มีเรื่องของกฎระเบียบสังคม มีเรื่องกฎหมาย เจ้านาย ผู้ปกครอง และการอยู่ร่วมกันระหว่างตัวเราเองกับเพื่อนมนุษย์ ซึ่งพระคัมภีร์ได้ให้แนวทาง และ แนวปฏิบัติแก่เราอย่างละเอียดเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นเราจึงต้องศึกษาพระคำของพระเจ้าด้วยตนเอง เพื่อจะเป็นวิถีทางในการติดตามพระเจ้าและใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้อย่างถูกต้อง รวมถึงการใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้แบบมีพระพรติดตามชีวิตอยู่ตลอดเวลาในทุกๆ ด้าน ในทุกๆ ส่วน

เมื่อเราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้ จำเป็นต้องเดินตามกฎระเบียบของสังคม เพื่อจะรับผลอันดี และไม่ยอมให้สิ่งที่ไม่ดี มาใกล้ตัว เช่น การเสียภาษี การรักษากฎหมาย การดำเนินชีวิตเป็นพลเมืองที่ดี การเป็นลูกจ้างที่ดี การเป็นเจ้านายที่ดี การเป็นสามีและภรรยาที่ดี

ในขณะเดียวกันการดำเนินชีวิตกับพระเจ้าต้องเข้มข้นและมาอันดับแรก แน่นอนว่าทุกสิ่งในชีวิตของเราเริ่มต้นจากพระเจ้า และมอบถวายแด่พระเจ้า ด้วยการดำเนินชีวิตอย่างดีในสังคมและบนโลกนี้ เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็เพื่อพระพรจะตกถึงตนเองและครอบครัว อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ความรู้ ความเข้าใจ จากพระเจ้าไม่ใช่ทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ใช่สิ่งที่สามารถนำมาซื้อขาย หรือสร้างประโยชน์ให้กับตนเอง … แต่เป็นสิ่งที่ควรให้ออกไปอย่างเปล่าๆ เพราะเราได้รับมาเปล่าๆ โดยพระคุณพระเจ้า

พระเจ้าเป็นผู้สอน เป็นผู้สำแดง เป็นผู้ปลดปล่อย ให้เราเข้าใจความล้ำลึก แต่หลายครั้งโลกในปัจจุบันมีเรื่องของการซื้อขาย มีเรื่องของเครดิต เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย ทำให้บางครั้งคริสเตียนก็หลงลืมในการมอบถวายคืนแด่พระเจ้า ด้วยการให้ออกไปเปล่าๆ

 

ของพระเจ้า หรือ ของซีซ่าร์

 

ส่วนคนที่ให้ออกไปเปล่าๆ มักจะมีพระพรกลับมา อย่างไม่มีทางตัน ไม่มีวันสิ้นสุด เนื่องจากได้ทำตามหลักการของพระเจ้า คือ นี่เป็นของของพระเจ้าก็มอบแด่พระเจ้า มอบคืนแด่พระเจ้า ไม่ว่าจะหนทางใด ไม่ว่าผลประโยชน์ตกอยู่กับใครก็ตาม …

ส่วนการดำเนินชีวิตบนโลกสิ่งใดก็ตาม ที่เป็นของของซีซ่าร์ เราก็มอบกับซีซ่าร์ สิ่งใดที่ได้มาจากโลกนี้ เราก็มอบให้กับโลกนี้ พระเจ้าจะไม่ยอมปล่อยให้คนของพระเจ้าขาดแคลน หรือ หมดหนทางอย่างแน่นอน ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวล

*** ความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ในพระเจ้า ไม่ใช่ทรัพย์สินทางปัญญา ที่ไม่สามารถแบ่งปัน หรือเปิดเผยเคล็ดลับได้ …. ***

– ยิ่งได้รับ แล้วยิ่งให้ออกไปมากเท่าไร = ก็ยิ่งได้รับกลับมาเป็นพระพรที่ต่อเนื่องยาวนานมากเท่านั้น

– ยิ่งได้รับ แล้วเก็บซ่อน หรือ หวงแหนมากเท่าไร = ยิ่งปิดทางพระพรที่จะไหลเข้ามาอีก ให้น้อยลง

เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้าต้องไปไกล และ กว้าง สุดปลายแผ่นดินโลก >> หากหวงแหน แล้วพระมหาบัญชาของพระเจ้าจะสำเร็จได้ทางไหนหรือ?? (หรืออีกนัย คือ สำเร็จทางอื่นที่ไม่ผ่านทางตน … จะยอมให้เป็นเช่นนั้นหรือ??? แค่เพียงเพราะว่าอยากตีตราลิขสิทธิ์ด้วยชื่อตนเอง)

 

 

2017-03-22